จำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชม

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

การแบ่งยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย

       สมัยก่อนประวัติศาสตร์สามารถแบ่งย่อยได้หลายวิธี เช่น การแบ่งยุคตามลักษณะวัสดุที่มนุษย์นำมาใช้ทำเครื่องมือ และลักษณะของเครื่องมือเครื่องใช้ การแบ่งยุคตามลักษณะเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ
การแบ่งยุคตามลักษณะของเครื่องมือเครื่องใช้
       ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อมนุษย์ได้ดัดแปลงวัสดุตามธรรมชาติทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมขึ้น การแบ่งยุคสมัยจึงใช้ชนิดของวัสดุ และ ลักษณะของเครื่องมือเครื่องใช้เป็นหลัก สามารถแบ่งได้กว้าง ๆ เป็น 2 ยุค คือ
      1.1 ยุคหิน แบ่งตามลักษณะเครื่องมือเป็น 3 ยุค คือ
- ยุคหินเก่า เป็นยุคที่ใช้เครื่องมือหินกะเทาะอย่างหยาบๆ  สมัยหินเก่าพบหลักฐานเครื่องมือหินกรวดแม่น้ำ(Pebble Tools)ขนาดใหญ่ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินเก่า คนสมัยนี้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเก็บของป่าล่าสัตว์(Hunting Gathering) ไม่รู้จักการเพาะปลูก หรือทำเครื่องปั้นดินเผา
- ยุคหินกลาง ไม่พบหลักฐานในประเทศไทย  สมัยหินกลาง ใช้เครื่องมือขวานหินกะเทาะทรงโดมแบบสับตัด(Chopper Chopping Tools) เครื่องมือแบบขูด(Scrapper) เครื่องสะเก็ดหินแบบฮัวบิห์เนียน เครื่องมือแบบสุมาตราลิธ(Sumatralithลักษณะเป็นแผ่นค่อนข้างแบนยาวเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า) คนสมัยหินกลางอาศัยอยู่ในถ้ำ ในประเทศไทยพบที่ถ้ำผี ถ้ำปุงฮุง จ.แม่ฮ่องสอน และถ้ำในภาคใต้ บางแหล่งรู้จักการเพาะปลูกและทำเครื่องปั้นดินเผา ยังไม่พบร่องรอยโครงกระดูกมนุษย์สมัยนี้ในประเทศไทย
- ยุคหินใหม่ เป็นยุคที่ใช้เครื่องมือหินขัด มีการทำเครื่องปั้นดินเผาขึ้นใช้  สมัยหินใหม่ พบหลักฐานการใช้เครื่องมือแบบขวานหินขัด(Polish Axes/ Ads) ทั้งแบบมีบ่าและไม่มีบ่า บางครั้งชาวบ้านเรียกว่าขวานฟ้า เพราะมักพบตามหัวไร่ปลายนาหลังถูกน้ำฝนชะล้าง คนสมัยนี้รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แล้ว รู้จักการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตามเนินดินค่อนข้างสูง หรือริมฝั่งแม่น้ำชันๆ เช่น แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำแควน้อย จ.กาญจนบุรี พบหลักฐานโครงกระดูกแพร่กระจายทั่วไปในประเทศไทย เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จ.อุดรธานี (ภาชนะลายเขียนสีบ้านเชียง) แหล่งโบราณคดี อ.โคกเจริญ จ.ลพบุรี ฯลฯ คนสมัยนี้นิยมใส่ภาชนะดินเผาบรรจุอาหาร เครื่องมือหินและเครื่องประดับจากหิน กระดูกหรืองาช้าง ลงในหลุมศพด้วย
           1.2 ยุคโลหะ แบ่งตามชนิดของวัสดุเป็น 2 ยุค คือ
- ยุคสำริด เป็นยุคที่ใช้โลหะผสมระหว่างทองแดงและดีบุกเรียกว่าสำริดมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้
-
ยุคเหล็ก เป็นยุคที่รู้จักการถลุงเหล็ก นำมาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้
แบ่งเป็นแหล่งโบราณคดีซึ่งพบเครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยโลหะสำริดฝังร่วมกับโครงกระดูกในหลุมศพ พบที่บ้านเชียง อุดรธานี หรือแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ฯลฯ ส่วนแหล่งโบราณคดีซึ่งพบเครื่องมือเหล็กฝังร่วมกับโครงกระดูกนั้น พบบริเวณริมฝั่งแม่น้ำป่าสัก อ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งกำลังถูกนายทุนเช่าที่เพื่อลักลอบขุดหาโบราณจนกระทั่งแทบหมดสภาพแล้ว(สำรวจ พ..2542)
การแบ่งยุคตามลักษณะเศรษฐกิจและสังคมของมนุษย์
          นอกจากการแบ่งยุคตามชนิดของวัสดุและเครื่องมือเครื่องใช้แล้วยังพบว่าในบาง ครั้งนักวิชาการอธิบายยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ออกโดยดามลักษณะเศรษฐกิจ สังคมออกเป็น
    2.1 สังคมนายพราน เป็นยุคที่มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์ จับสัตว์น้ำ เก็บอาหารที่ได้จากธรรมชาติ ยังไม่ตั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัยถาวร มักอพยพตามฝูงสัตว์
    2.2 สังคมเกษตรกรรม เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ยังคงมีการล่าสัตว์ จับสัตว์น้ำ และเก็บอาหารที่ได้จากธรรมชาติ มักจะตั้งบ้านเรือนถาวรบนพื้นที่ที่เหมาะแก่การเกษตรกรรม มีการรวมกลุ่มเป็นหมู่บ้าน เป็นเมือง มีการแลกเปลี่ยนผลผลิต และมีระบบการปกครองในสังคม
    2.
3 สังคมเมือง
สมัยลพบุรี
          ในช่วงเวลาราวพุทธศตวรรษที่ 14 อิทธิพลทางวัฒนธรรมเขมรเริ่มแพร่หลายเข้ามาสู่พื้นที่ประเทศไทยทางด้านภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หลักฐ่านสำคัญที่ทำให้เราเชื่อได้ว่าอำนาจทางการเมืองของเขมรเข้ามาสู่ดินแดนไทย คือ ศาสน-สถานทั้งที่สร้างเนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู และศาสนาพุทธลัทธิมหายาน รวมทั้งศิลาจารึกต่างๆ ที่มีการระบุชื่อกษัตริย์เขมรว่าเป็นผู้สร้างหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง วัฒนธรรมเขมรที่แผ่ขยายเข้ามาทำให้สังคมเมืองในยุคกึ่งก่อนประวัติศาสตร์เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นอยู่ เช่น การก่อสร้างบ้านเมืองมีแผนผังแตกต่างไปจากเดิม คือ มีลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก และมีคูน้ำคันดินล้อมรอบเพียงชั้นเดียวแทนที่จะสร้างเมืองที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ หรือเมืองรูปวงกลม วงรี ซึ่งมีคูน้ำหลายชั้น มีระบบการชลประทานเพื่อการบริหารน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวแบบนาดำ และมี บาราย หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคของชุมชน จนกระทั่งราวพุทธศตวรรษที่ 1618 อาณาจักรเขมรได้เข้ามามีอำนาจในดินแดนไทยมากขึ้น ปรากฏโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมเขมรโดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เกือบทั่วภาคอีสาน ลึกเข้ามาถึงภาคกลางและภาคตะวันตก โดยภาคกลางของประเทศไทยมีเมืองละโว้หรือลพบุรีเป็นศูนย์กลางสำคัญที่ปรากฏหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแบบนี้อยู่มาก ดังนั้นในเวลาที่ผ่านมาจึงกำหนดชื่อเรียกอายุสมัยของวัฒนธรรมที่พบในประเทศไทยว่า สมัยลพบุรี หลังจากสมัยพระเจ้าชัย  วรมันที่ 7 เป็นต้นมา อิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมเขมรก็เสื่อมโทรมลงจนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 19 ก็สลายลงโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้สาเหตุเนื่องมาจากการแพร่หลายเข้ามาของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ และเมืองในภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยแถบลุ่มแม่น้ำยมเริ่มมีความเข้มแข้งมากขึ้น สถาปัตยกรรมแบบวัฒนธรรมเขมรที่พบในประเทศไทย ที่สำคัญได้แก่ ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ประสาทเมืองสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น
สมัยสุโขทัย
          ดินแดนในเขตลุ่มแม่น้ำยมมีชุมชนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น ยาวนานมาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าพุทธศตวรรษที่ 17 ในศิลาจารึกวัดศรีชุม มีข้อความที่พอจะสรุปได้ว่าประมาณปี พ..1750 เมืองสุโขทัยมีกษัตริย์ปกครองทรงพระนามว่า พ่อขุนศรีนาวนัมถมเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลงขอมสบาดโขลญลำพงได้เข้ามายึดครองสุโขทัย ต่อมาเมื่ออำนาจเขมรที่มีเหนือแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งตอนล่างและตอนบนเสื่อมลงในตอนกลางของพุทธศตวรรษที่ 18 พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด พระราชโอรสของพ่อขุนศรีนาวนัมถม ได้ร่วมกันต่อสู้ขับไล่โขลญลำพงจนสามารถรวบรวมดินแดนกลับคืนมาได้สำเร็จในปี พ..1718 พ่อขุนบางกลางหาวสถาปนาขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ศรีอินทราทิตย์ ทรงพระนามว่าพระเจ้าศรีอินทรบดินทราทิตย์ขึ้นครองเมืองสุโขทัยซึ่งต่อมามีกษัตริย์ปกครองสืบทอดกันมาทั้งสิ้น 10 พระองค์ การนับถือศาสนาของคนในสมัยสุโขทัย พุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักทั้งหินยานและมหายาน นอกจากนั้นยังมีศาสนาฮินดูและความเชื่อดั้งเดิม โดยพุทธศาสนาแบบหินยานลัทธิลังกาวงศ์ได้รับการยอมรับมากจนเป็นศาสนาประจำอาณาจักร รองลงมาคือ การนับถือผี หรือ พระขะผุงผี อันถือว่าเป็นผีที่ยิ่งใหญ่มากกว่าผีทั้งหลายในเมืองสุโขทัย นิกายมหายาน และศาสนาฮินดู ตามลำดับ
          ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยได้ขยายออกไปอย่างกว้างขวางมาก มีการติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เป็นการวางรากฐานอารยธรรมไทย คือ การประดิษฐ์ตัวอักษรไทย ซึ่งได้ทรงนำแบบแผนของตัวหนังสืออินเดียฝ่ายใต้ โดยเฉพาะตัวอักษรคฤหณ์มาเป็นหลักในการประดิษฐ์ตัวอักษร โดยทรงพิจารณาเทียบเคียงกับตัวอักษรของเขมรและมอญ ศิลปกรรมในสมัยสุโขทัยที่โดดเด่นมากที่สุดได้แก่ งานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา โดยเฉพาะการสร้างพระพุทธรูปซึ่งมีรูปแบบที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง ศิลปะการสร้างพระพุทธรูปของสุโขทัยรุ่งเรืองและสวยงามมากในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) พระพุทธรูปที่สำคัญ ได้แก่ พระพุทธชินราช พระศรีศากยมุนี และพระพุทธชินสีห์ เป็นต้น งานสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสมัยสุโขทัย คือ เจดีย์ทรงดอกบัวตูม ซึ่งสามารถศึกษาได้จากโบราณสถานที่สำคัญๆ ในเมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร
          ในราวพุทธศตวรรษที่ 20 อาณาจักรสุโขทัยอ่อนแอลงจากการแย่งชิงการสืบทอดอำนาจการปกครอง ทำให้กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นบ้านเมืองที่เข้มแข็งขึ้นในเขตภาคตะวันออกของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาขยายอำนาจขึ้นมา จวบจนปี พ..1921 รัชกาลพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) แห่งกรุงศรีอยุธยา สุโขทัยจึงตกเป็นเมืองประเทศราชของอยุธยา โดยมีกษัตริย์ที่มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราชปกครองมาจนถึงปี พ..1981 จึงหมดสิ้นราชวงศ์
สมัยอยุธยา
          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ทรงรวบรวมเมืองต่างๆ ในที่ราบลุ่มภาคกลางเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย เมืองลพบุรี เมืองสุพรรณบุรี และเมืองสรรคบุรี เป็นต้น แล้วสถาปนาเมืองพระนครศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.. 1893 บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางอันมีแม่น้ำสำคัญสามสายไหลผ่าน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก เป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในการตั้งรับข้าศึกศัตรู และเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าว กรุงศรีอยุธยาดำรงฐานะราชธานีของไทย เป็นศูนย์กลางทางการเมืองการปกครอง การค้า และศิลปวัฒนธรรมในดินแดนลุ่มเจ้าพระยายาวนานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาทั้งสิ้น 33 พระองค์ จนกระทั่งปี พ.. 2301 อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาจึงได้ถูกทำลายลงในระหว่างสงครามกับพม่า
          สังคมในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นสังคมศักดินา ฐานะของพระมหากษัตริย์เปรียบเสมือน เทวราชา เป็นสมมติเทพ มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมในระบบ เจ้าขุนมูลนาย ทำ ให้เกิดความแตกต่างของฐานะบุคคลอย่างชัดเจน รวมถึงพระสงฆ์ก็มีการกำหนดศักดินาขึ้นเช่นเดียวกัน ในการปกครองถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดทั่วราช อาณาจักร โดยจะทรงแบ่งอาณาเขตออกเป็นหัวเมืองต่างๆ แล้วทรงมอบหมายให้ขุนนางไปครองที่ดินรวมทั้งปกครองผู้คนที่อยู่อาศัยใน ที่ดินเหล่านั้นด้วย ดังนั้นที่ดินและผลผลิตที่ได้จากการเกษตรกรรมส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของผู้ ที่มีฐานะทางสังคมสูง พระมหากษัตริย์ทรงผูกขาดการค้าขายสินค้าในระบบพระคลังสินค้า สิ่งของต้องห้ามบางชนิดที่หายากและมีราคาแพง ราษฎรสามัญธรรมดาไม่สามารถจะมีไว้ในครอบครองเพื่อประโยชน์ทางการค้าได้ จะต้องส่งมอบหรือขายให้กับพระคลังสินค้าในราคาที่กำหนดตายตัวโดยพระคลัง สินค้า และหากพ่อค้าต่างชาติต้องการจะซื้อสินค้าประเภทต่างๆ ต้องติดต่อโดยตรงกับพระคลังสินค้า ในราคาที่กำหนดตายตัวโดยพระคลังสินค้าเช่นเดียวกัน การที่พระมหากษัตริย์ทรงสนพระทัยทางด้านการค้าและทรงรับเอาชาวจีนที่มีความ ชำนาญทางด้านการค้ามาเป็นเจ้าพนักงานในกรมพระคลังสินค้าของไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้การค้าเจริญรุ่งเรืองก่อให้เกิดความมั่งคั่งแก่อยุธยาเป็นจำนวนมาก จนกล่าวได้ว่า ครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 22 กรุงศรีอยุธยาเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่ง หนึ่งในภาคตะวันออกไกล รายได้ของแผ่นดินส่วนใหญ่มามาจากการเก็บภาษีโดยส่วนใหญ่จะถูกแบ่งไว้สำหรับ เลี้ยงดูบำรุงความสุขและเป็นบำเหน็จตอบแทนพวกขุนนางและเจ้านายซึ่งเป็นผู้ ปกครอง ส่วนที่เหลือก็อาจจะใช้ซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับป้องกันศัตรูที่จะมารุกราน หรืออาจจะใช้สำหรับการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาบ้าง เป็นต้น ส่วนการทำนุบำรุงท้องถิ่น เช่น การขุดคลอง การสร้างถนน การสร้างวัด ก็มักจะใช้วิธีเกณฑ์แรงงานจากไพร่ทั้งสิ้น
          ในด้านศิลปกรรม ช่างฝีมือในสมัยอยุธยาได้สร้างสรรค์ศิลปกรรมในรูปแบบเฉพาะของตนขึ้น โดยการผสมผสานวัฒนธรรมของกลุ่มชนหลายเชื้อชาติ เช่น ศิลปะสุโขทัย ศิลปะล้านนา ศิลปะลพบุรี ศิลปะอู่ทอง และศิลปะจากชาติต่างๆ เช่น จีนและชาติตะวันตก ทำให้เกิดรูปแบบ ศิลปะอยุธยา ขึ้น ซึ่งสามารถศึกษาได้จากโบราณสถานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาวัดวาอารามต่างๆ รวมถึงปราสาทราชวังโบราณในสมัยอยุธยา อันปรากฏเด่นชัดอยู่ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น
สมัยธนบุรี
          หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า ราษฎรไทยที่เหลือรอดจากการถูกกวาดต้อนตามเขตแขวงรอบๆ พระนครต่างก็ซ่องสุมผู้คน เข้ารบราฆ่าฟันเพื่อป้องกันตนเองและแย่งชิงเสบียงอาหารเพื่อความอยู่รอด กรุงศรีอยุธยาจึงอยู่ในสภาพจลาจล บ้านมืองแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า มีชุมนุมที่คิดจะรวบรวมผู้คนเพื่อกอบกู้เอกราชถึง 6 ชุมนุม ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพิษณุโลก ชุมนุมเจ้าพระฝาง ชุมนุมสุกี้พระนายกอง ชุมนุมเจ้าพิมาย ชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชและชุมนุมพระเจ้าตาก ซึ่งต่อมาชุมนุมพระเจ้าตากสินเป็นกลุ่มกำลังสำคัญที่มีที่สามารถกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ โดยตีค่ายโพธิ์สามต้นแตกขับพม่าออกไปได้
          เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จในปี ..2310 ทรงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ และโปรดเกล้าฯให้ปรับปรุงเมืองธนบุรีศรีมหาสมุทร ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณป้อมวิไชเยนทร์สถาปนาขึ้นเป็นราชธานี โปรดเกล้าฯให้สร้างพระราชวังขึ้นเป็นที่ประทับและศูนย์กลางบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยเหตุผลว่าเป็นเมืองที่มีป้อมปราการและชัยภูมิที่ดีทางยุทธศาสตร์ ขนาดของเมืองพอเหมาะกับกำลังไพร่พลและราษฎรในขณะนั้น โครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมสมัยธนบุรียังคงดำเนินรอยตามรูปแบบของอยุธยา ฐานะของพระมหากษัตริย์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ยังยึดขัตติยราชประเพณีตามแบบฉบับของกรุงศรีอยุธยาเป็นสำคัญ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจขณะนั้นอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก จำเป็นที่จะต้องแก้ไขเร่งด่วน สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารจากพ่อค้าชาวต่างประเทศ ด้วยราคาแพงเพื่อบรรเทาความขาดแคลน มีผลทำให้พ่อค้าชาวต่างประเทศบรรทุกข้าวสารลงเรือสำเภาเข้ามาค้าขายเป็นอันมาก ทำให้ราคาช้าวสารถูกลงและปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการ นอกจากนั้นยังทรงใช้ให้บรรดาขุนนางข้าราชการขวนขวายทำนาปีละ 2 ครั้ง เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอแก่ความต้องการ เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรทั้งปวง ทำให้ราษฎรมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น ในด้านการค้าชาวจีนที่มาตั้งหลักแหล่งค้าขาย และทำมาหากินในราชอาณาจักรได้มีส่วนสำคัญในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของอาณาจักรธนบุรีน
          ด้านการศาสนาและศิลปวัฒนธรรม สมัยธนบุรีเป็นสมัยของการฟื้นฟูชาติบ้านเมือง ทรงโปรดเกล้าฯให้ตั้งสังฆมณฑลตามแบบอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา เช่น ทรงจัดการชำระคณะสงฆ์ที่ไม่ตั้งอยู่ในศีลวัตร สร้างซ่อมแซมวัดวาอารามที่ตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม แสวงหาพระสงฆ์ที่มีคุณธรรมความรู้มาตั้งเป็นพระราชาคณะเป็นเจ้าอาวาสปกครองสงฆ์และสั่งสอนปริยัติธรรมและภาษาไทย ส่งพระราชาคณะไปเที่ยวจัดสังฆมณฑลตามหัวเมืองเหนือ เพราะเกิดวิปริตครั้งพระเจ้าฝางตั้งตนเป็นใหญ่และทำสงครามทั้งๆที่เป็นพระสงฆ์ และทรงรวบรวมพระไตรปิฎกให้สมบูรณ์ครบถ้วน ศิลปกรรมต่างๆจึงยังคงดำเนินตามแบบอยุธยา เนื่องจากระหว่างรัชกาลมีศึกสงครามอยู่ตลอดเวลาทำให้ช่างฝีมือไม่มีเวลาในการที่จะสร้างสรรค์งานด้านศิลปะให้ก้าวกน้าออกไปจากเดิม
          สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงครองราชย์อยู่เป็นระยะเวลา 15 ปี เนื่องจากทรงมีพระราชภาระกิจทั้งทางด้านการกอบกู้บ้านเมืองซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจตกต่ำจากภาวะการสงคราม และปกป้องบ้านเมืองซึ่งข้าศึกได้ยกเข้ามาตลอดรัชกาล ปลายรัชกาลได้ทรงมีพระสติฟั่นเฟือนในปี พ.. 2325 เจ้าพระยาจักรีซึ่งเป็นแม่ทัพสำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงได้รับอัญเชิญให้ครองราชย์สมบัติสืบต่อมา
 สมัยรัตนโกสินทร์
          พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เมื่อวันที่ 6 เมษายน ..2325 โปรดเกล้าฯให้ย้ายราชธานีมาตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาตรงข้ามกับกรุงธนบุรี การสร้างพระนครเริ่มขึ้น ในปีพ..2326 เมื่อสร้างสำเร็จในปีพ.. 2328 ได้พระราชทานนามว่า กรุงเทพมหานครอมรรัตนโกสินทร์ฯ เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศที่เจริญรุ่งเรือง มีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีปกครองประเทศมาจนถึงปัจจุบันจำนวน 9 พระองค์
          สภาพกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นประชากรของประเทศยังคงน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ทั้งหมด สังคมความเป็นอยู่ยังคงยึดถือสืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีการจัดระเบียบทางสังคมด้วยระบบเจ้าขุนมูลนาย ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ ผลิตสินค้าเกษตร จำพวกน้ำตาล พริกไทย และหาของป่าจำพวกไม้สัก ไม้พยุง ไม้กฤษณาและไม้ฝาง การปลูกข้าวเป็นอาชีพหลัก ผลผลิตที่ได้จะใช้บริโภคและส่งออกขายเฉพาะส่วนที่เหลือจากการบริโภคแล้วเท่านั้น เนื่องจากบ้านเมืองยังคงตกอยู่ในสภาวะสงคราม การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นการทำการค้ากับประเทศจีน อยู่ภายใต้ความควบคุมของพระมหากษัตริย์โดยมีกรมพระคลังสินค้าเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ทางการค้า ต่อมามีการเซ็นสัญญาบาวริงในปี พ..2398 การผูกขาดทางการค้าถูกทำลาย ระบบการค้าเสรีเริ่มเกิดขึ้นและขยายกว้างขวางออกไปทำให้การค้าขายเจริญมากขึ้น มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อซื้อขายกับไทยอย่างมากมาย เช่น อังกฤษซึ่งเข้ามาทำอุตสาหกรรมป่าไม้ในไทย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เดนมาร์ก โปรตุเกส เนเธอร์แลนด์ ปรัสเซีย สวีเดน รุสเซีย เป็นต้น ข้าว ได้กลายเป็นสินค้าสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในการส่งเป็นสินค้าออกไปขายยังต่างประเทศ นอกจากนั้นยังมีพืชเศรษฐกิจอื่นๆรวมถึงสินค้าที่เกิดจากการแปรรูปผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม ทำให้เกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนด้านสังคมในปี พ..2475 จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงระเบียบสังคม เป็นสังคมระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันทางด้านกฎหมาย
          ในด้านการศาสนาหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าแล้ว วัดวาอารามต่างๆ รวมทั้งคัมภีร์ทางศาสนาถูกทำลายเสียหายเป็นอันมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯให้ทำนุบำรุงพระ ศาสนา โปรดฯให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดประจำพระนคร แล้วทรงอัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตจากเมืองเวียงจันทร์มา ประดิษฐานเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง โปรดเกล้าฯให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกและให้ถือเป็นธรรมเนียมที่จะให้พระบรม วงศานุวงศ์และเสนาบดีช่วยกันบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่ชำรุดทรุดโทรม ส่วนการปกครองคณะสงฆ์ยังคงใช้แบบอย่างของกรุงศรีอยุธยา มีการสอบไล่พระปริยัติธรรมสำหรับพระภิกษุสามเณรโดยนับเป็นข้าราชการแผ่นดิน อย่างหนึ่งด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงแบ่งการปกครองคณะสงฆ์ออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเหนอ คณะใต้ คณะกลางและคณะอรัญวาสี เจ้าฟ้ามงกุฎซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดสมอราย ได้ทรงประกาศประดิษฐานนิกายธรรมยุติขึ้นในพุทธศาสนา
          ศิลปกรรมในด้านต่างๆ ยังคงเลียนแบบอยุธยาตอนปลาย เช่น การสร้างพระพุทธรูปส่วนมากสร้างขึ้นตามแบบพระพุทธรูปที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา นิยมสร้างพระพุทธรูปองค์เล็กๆ มากขึ้น และมักสร้างเป็นภาพเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติตอนต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3 นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ เช่น พระศรีอาริยเมตไตรย์และสาวกที่ครองผ้าอุตราสงค์เป็นลายดอก ส่วนสถาปัตยกรรมในตอนแรกยังคงเป็นแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงนิยมศิลปะแบบจีนทำให้เกิดศิลปะผสมผสานระหว่างไทยจีน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา อิทธิพลของชาติตะวันตกได้เข้ามาสู่ประเทศไทยทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมกลายเป็นแบบตะวันตกมากขึ้นจนถึงปัจจุบัน

สงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศส

       วันที่ ๓๑ มีนาคม รัฐบาลฝรั่งเศสแต่งให้เรสิดองปัสตา เป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยนายร้อยเอกโทเรอ และนายร้อยตรีโมโซ และมิงซิเออร์ปรุโซ คุมทหารญวนเมืองไซ่ง่อน ๒๐๐ คน และกำลังเมืองเขมรพนมเปญเป็นอันมากลงเรือ ๓๓ ลำ พร้อมด้วยศัสตราวุธ ยกเป็นกระบวนทัพขึ้นมาตามลำน้ำโขง เข้ามาในพระราชอาณาเขต ขับไล่ทหารซึ่งรักษาด่านบงขลา แขวงเมืองเชียงแตง และด่านเสียมโบก ยึดเอาด่านทั้ง ๒ ตำบลได้แล้ว
ครั้นลุรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๒ วันที่ ๒ เมษายน ฝรั่งเศสก็ยกกระบวนทัพล่วงเข้ามาถึงเมืองเชียงแตง บังคับขับไล่หลวงพิพิธสุนทร (อิน) และนายร้อยโทคร้าม ข้าหลวงกับทหาร ๑๒ คนซึ่งอยู่รักษาเมืองเชียงแตง ให้ข้ามไปอยู่เมืองธาราบริวัตรฝั่งโขงตะวันตก โดยอ้างเหตุว่า ดินแดนในฝั่งโขงตะวันออกและเกาะดอนในลำน้ำโขงเป็นเขตแขวงของญวน ซึ่งอยู่ในบำรุงฝรั่งเศส
เวลานั้นข้าหลวงและผู้รักษาเมืองกรมการ ราษฎรเมืองเชียงแตงมิทันรู้ตัว ก็พากันแตกตื่นควบคุมกันมิติด เพราะมิได้คิดเห็นว่าฝรั่งเศสอันเป็นพระราชไมตรีกับประเทศสยามจะเป็นอมิตร ขึ้น ในก่อนที่จะประกาศแสดงขาดทางพระราชไมตรี ฝ่ายข้าหลวงกับพลทหาร ๑๒ คน ก็จำต้องออกจากเมืองเชียงแตง ข้ามมาอยู่ ณ เมืองธาราบริวัตร ครั้นฝรั่งเศสได้เมืองเชียงแตงแล้ว ก็แต่งนายทัพนายกองคุมทหารแยกย้ายกัน ยกเป็นกระบวนทัพล่วงเข้ามาตั้งอยู่ตามเกาะดอนต่างๆ ณ แก่งลีผี และเดินกระบวนทัพเข้ามาโดยทางบก ตลอดฝั่งโขงตะวันออกจนถึงเมืองหลวงพระบาง
       เวลานั้นพระประชาคดีกิจ (แช่ม) ซึ่งเป็นข้าหลวงหน้าที่หัวเมืองลาวฝ่ายใต้ พักอยู่ ณ เมืองสีทันดร เห็นว่าฝรั่งเศสประพฤติผิดสัญญาทางพระราชไมตรี จึงได้แต่งให้ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือนซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาคุมกำลังแยก ย้ายไปตั้งป้องกันกองทัพฝรั่งเศสไว้ แล้วมีหนังสือไปห้ามปรามกองทัพฝรั่งเศสตามทางพระราชไมตรี เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนกองทัพกลีบออกไปเสียให้พ้นพระราชอาณาเขตโดยดี ฝ่ายฝรั่งเศสก็หาฟังไม่ กลับยกกองทัพรุดล่วงเข้ามาเป็นอันดับ และกองทัพฝรั่งเศสกองหนึ่ง มีกำลังทหารพร้อมด้วยศัสตราวุธประมาณ ๔๐๐ คนเศษ ยกมาโดยกระบวนเรือ ๒๖ ลำ เข้าจอด ณ ดอนละงา ขึ้นเดินบกเป็นกระบวนมาบนดอน ขณะนั้นหลวงเทเพนทรเทพ ซึ่งคุมกำลังยกไปตั้งกันอยู่ ณ ดอนนั้น จึงได้ออกไปทักถามนายทหารฝรั่งเศส และได้บอกให้ฝรั่งเศสยกกองทัพกลับออกไปจากพระราชอาณาเขตสยาม ฝรั่งเศสกลับว่าที่ตำบลเหล่านั้นเป็นของฝรั่งเศส ให้หลวงเทเพนทร์ยกกำลังไปเสีย ถ้าไม่ไปจะรบ แล้วฝรั่งเศสก็เป่าแตรเรียกทหารเข้าแถวเตรียมรบ ฝ่ายหลวงเทเพนทร์เห็นว่าห้ามปรามทหารฝรั่งเศสมิฟัง จึงได้ถอนมาตั้งอยู่ ณ ดอนสม และแจ้งข้อราชการยังพระประชา
พระประชาจึงได้เขียนคำโปรเตสสำหรับยื่นกับฝรั่งเศส ลงเรือน้อยไปหาฝรั่งเศส ณ ค่ายดอนสาร ถามได้ความว่า นายทหารฝรั่งซึ่งเป็นแม่ทัพในกองนี้นั้นชื่อ เรสิดองโปลิติก ๑ กอมมันดิงมิลิแตร์ ๑ พระประชาจึงได้แจ้งต่อนายทัพฝรั่งเศสว่า ที่ตำบลเหล่านี้เป็นพระราชอาณาเขตสยาม การซึ่งฝรั่งเศสยกเป็นกระบวนทัพล่วงเข้ามาดังนี้ ผิดด้วยสัญญาทางพระราชไมตรี ขอให้ฝรั่งเศสยกทหารกลับออกไปเสียให้พ้นพระราชอาณาเขต ฝ่ายนายทัพฝรั่งเศสตอบว่าราชทูตไทยที่ปารีสกับรัฐบาลสยามที่กรุงเทพฯ ได้ยอมยกที่ตำบลเหล่านี้และตามลำแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว พระประชาจึงตอบว่า จะตอมเชื่อตามถ้อยคำของฝรั่งเศสที่กล่าวนี้มิได้ เพราะยังมิได้รับคำสั่งจากรัฐบาลสยาม ขอให้ฝรั่งเศสยกทหารถอยออกไปเสียให้พ้นพระราชอาณาเขตก่อน ฝ่ายฝรั่งเศสก็หายอมเลิกถอนไปไม่ พระประชาจึงยื่นคำโปรเตสไว้ต่อนายทัพฝรั่งเศส แล้วลากลับมา
ฝ่ายฝรั่งเศสก็ยกกระบวนทัพรุดล่วงเข้ามาเป็นอันดับ และซ้ำระดมยิงเอากองรักษาฝ่ายสยามซึ่งไปตั้งรักษาขึ้นก่อน ถึงกระนั้นกองรักษาฝ่ายสยามก็หาได้ยิงโต้ตอบต่อสู้ไม่ โดยถือว่ากรุงฝรั่งเศสกับประเทศสยาม ยังมิได้ขาดจากสัญญาทางพระราชไมตรีกัน เพราะรัฐบาลสยามยังหาได้มีคำสั่งไปให้ต่อสู้กับฝรั่งเศสประการใดไม่ จึงได้จัดการแต่เพียงให้ตั้งรักษามั่นอยู่ และได้พยายามทุกอย่างที่จะมิให้มีคงวามบาดหมางต่อทางพระราชไมตรี และทั้งได้มีหนังสือห้ามปรามซ้ำไปอีก ข้างฝรั่งเศสก็กลับรบรุกระดมยิงปืนใหญ่น้อยมายังกองรักษาฝ่ายสยามเป็นสามารถ ฝ่ายสยามจึงได้ยิงโต้ตอบไปบ้างแต่เล็กน้อย โดยมิได้เจตนาที่จะทำลายชีวิตผู้คนอย่างใด เป็นแต่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายไทยก็มีปืนบ้างเหมือนกันเท่านั้น
แต่ข้างฝ่ายฝรั่งเศสก็ยิ่งหนุนเนื่องรุกรบเข้ามาทุกที จนเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยามเห็นว่าเหลือกำลังที่จะห้ามปราม และปฏิบัติจัดการโดยดีกับฝรั่งเศสได้แล้ว จึงจำเป็นต้องจัดการออกระดมยิงต่อสู้บ้าง เพื่อรักษาความเป็นอิสรภาพ และทั้งป้องกันชีวิตของประชาชนชายหญิง อันอยู่ในความปกครองไว้ และทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องอาวุธป่วยตาย และตั้งประชันหน้ากันอยู่
เวลานั้นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิติปรีชากร ข้าหลวงใหญ่หัวเมืองลาวกาว ซึ่งประทับอยู่ ณ เมืองอุบล เมื่อได้ทรงทราบว่าฝรั่งเศสแสดงเป็นอมิตรขึ้นดังนั้นแล้ว จึงได้โปรดให้เกณฑ์กำลังเมืองศรีสะเกษ เมืองขุนันธ์ เมืองสุรินทร์ เมืองมหาสารคาม เมืองร้อยเอ็ด เมืองละ ๘๐๐ คน และเมืองสุวรรณภูมิ เมืองยโสธร เมืองละ ๕๐๐ คน และให้เกณฑ์เมืองขุขันธ์อีก ๕๐๐ คน ให้พระศรีพิทักษ์ (หว่าง) ข้าหลวงเมืองขุขันธ์คุมไปตั้งรักษาอยู่ ณ เมืองมโนไพร และเมืองเซลำเภา โปรดให้พลวงเทพนรินทร์ (วัน) ซึ่งกลับจากหน้าที่เมืองตะโปนไปเป็นข้าหลวงแทนพระศรีพิทักษ์ อยู่เมืองขุขันธ์

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล กรมหลวงพิชิตปรีชากร
และให้นายสุจินดา ขุนอินทรประสาท(กอน) นาร้อยตรีคล้าย นายร้อยตรีโชติ คุมทหาร ๑๐๐ คน และกำลัง ๕๐๐ คน พร้อมด้วยศัสตราวุธ เป็นทัพหน้า รีบยกออกจากเมืองอุบลแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ลงไปสมทบช่วยพระประชา ณ เมืองสีทันดร และโปรดให้เมืองใหญ่ทุกเมืองในลาวกาว เรียกคนพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ มาเตรียมไว้กับบ้านเมือง เมืองละ ๑๐๐๐ คน แล้วให้ท้าววรกิติกา(ทุย) เพี้ยเมืองซ้าย(เถื่อน) กรมการเมืองอุบล คุมคนเมืองอุบล ๕๐๐ คน พร้อมด้วยศัสตราวุธไปสมบทกองนายสุจินดา
วันที่ ๒๐ เมษายน ฝรั่งเศสชื่อกองซือ กับทหารญวน ๑๙ คน อาวุธครบมือ มาที่เมืองอัตปือ บังคับว่ากล่าวมิให้ผู้ว่าราชการ กรมการ และราษฎรเมืองอัตปือ เชื่อฟังบังคับบัญชาไทย เวลานั้นราชบุตร และนายร้อยพุ่ม ซึ่งรักษาราชการอยู่ ณ เมืองอัตปือจึงขับไล่ฝรั่งเศสและมหาญวนล่องเรือไปจากเมืองอัตปือ
วันที่ ๒๘ เมษายน ฝรั่งเศสคุมทหารประมาณ ๘๐๐ คนยกมาเมืองตะโปน ขับไล่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม ถอยมาอยู่ ณ เมืองพิน
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร จึงโปรดให้นายร้อยโทเล็ก ๑ ท้าวบุตรวงศา(พั่ว) กรมการเมืองอุบล ๑ คุมคนเมืองอุบล ๕๐๐ คน และคนเมืองสองคอนดอนดง ๕๐๐ เมืองพลาน ๒๐๐ เมืองลำเนาหนองปรือ ๘๐๐ รวมเป็น ๒๐๐๐ คน ไปตั้งรักษาอยู่บ้านตังหวายห้วยค้นแทะใหญ่ ปากดงกระเพาะภูกะไดแก้ว และให้ขุนอาสาสงคราม(สวน)ข้าหลวง ราชบุตรเมืองมหาสาคาม พระพิทักษ์นรากร(อุ่น)ผู้ว่าราชการเมืองวาปีปทุม คุมคน ๑๐๐ คน ไปตั้งรักษาอยู่ ณ ภูด่านแดนด่านแขวงฆ้อง
วันที่ ๒๙ เมษายน โปรดให้ราชวงศ์ ราชบุตร เมืองยโสธร คุมคนเมืองยโสธร ๕๐๐ และให้อุปฮาด(บัว)เมืองกมลาสัย คุมคนเมืองศรีสะเกษ ๕๐๐ รวมเป็น ๑๐๐๐ คน พร้อมด้วยศัสตราวุธ ยกไปสมทบกองทัพพระประชา นายสุจินดา ณ เมืองสีทันดร และให้พระไชยภักดี ผู้ช่วยเมืองศรีสะเกษ คุมคนเมืองศรีสะเกษ ๕๐๐ พร้อมด้วยศัตราวุธยกไปตั้งรักษาอยู่ ณ ช่องโพย และด่านพระประสบแขวงเมืองขุขันธ์
ฝ่ายทางพระประชา ได้จัดให้หลวงพิพิธสุนทร(อิน) ซึ่งมาแต่เมืองธาราบริวัตร คุมคนไปตั้งรักษาอยู่ท้ายดอนเดช ให้นายสุจินดา และนายร้อยโทพุ่ม ซึ่งมาแต่เมืองอัตปือ คุมคน ๔๐๐ ไปตั้งรับอยู่ ณ ดอนสาคร ให้หลวงเทเพนทรเทพ ขุนศุภมาตรา นายร้อยตรีถมยา คุมคน ๔๐๐ คนไปรักษาท้ายดอนสะดำ และท้ายดอนสาคร ให้เจ้าราชบุตรจำปาศักดิ์ คุมกำลังตามสมควรไปรักษาอยู่ท้ายดอนสม และหัวดอนเดช
ครั้นวันที่ ๕ พฤษภาคม นายสุจินดาล่องเรือถึงหัวดอนสาคร ฝรั่งเศสซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ ดอนสาครแลเห็น ให้ทหารระดมปืนใหญ่น้อยออกมาตั้งแต่บ่ายโมง จนถึงบ่าย ๒ โมง

         ฝ่ายหลวงเทเพนทรเทพได้ยินเสียงปืนหนาแน่น จึงแบ่งให้ขุนศุภมาตราไปท้ายดอนสะดำ ส่วนหลวงเทพเนทรเทพกับนายร้อยตรีถมยา แยกเข้าท้ายดอนนางชมด้านตะวันออกดอนสาคร ขึ้นตั้งค่ายประชิดค่ายฝรั่งเศสประมาณ ๑๖ – ๑๗ วา ฝ่ายฝรั่งเศสก็ระดมยิงกราดมาเป็นอันมาก กองทัพไทยเข้าตั้งในวัดบ้านดอนเป็นที่มั่นได้ จึงได้ยิงโต้ตอบฝรั่งเศสบ้าง ก็สงบไป
วันที่ ๖ พฤษภาคม พระประชาไปตรวจค่ายที่ดอนสาคร ขณะนั้นกองทัพฝรั่งเศสยิงปืนมาเป็นอันมา ถูกนายสีพลทหารตายคนหนึ่ง ฝ่ายทัพสยามได้ยิงตอบถูกทหารฝรั่งที่ส่องกล้องอยู่บนหอรบคน ๑ และทหารแตรคน ๑ พลัดตกลงมา ฝรั่งเศสก็สงบยิง
พระประชาจึงได้มีหนังสือห้ามทัพมิให้ยิงปืน และให้ฝรั่งเศสยกกองทัพแกไปให้พ้นพระราชอาณาเขต ให้หญิงชาวบ้านถือไปให้แม่ทัพฝรั่งเศส ณ ค่ายดอนสาคร ฝรั่งเศสก็หาตอบหนังสือไม่ แต่ต่างก็สงบยิงทั้งสองฝ่ายอยู่จนบ่าย ๔ โมง ฝรั่งเศสก็กลับระดมยิงทัพสยามมาอีก ทัพสยามได้ยิงโต้ตอบฝรั่งเศส ถูกทหารฝรั่งเศสพลัดตกจากหอรบอีกคนหนึ่ง ฝรั่งเศสก็ยิ่งระดมยิงกองทัพสยามเป็นอันมาก แต่ฝ่ายสยามหาได้ยิงตอบสักนัดไม่
ในวันนี้ เรือลาดระเวนฝ่ายสยาม ซึ่งอยู่ในบังคับขุนศุภมาตรา จับนายสิง นายสุทาชาวบ้านดอนสาคร ซึ่งฝรั่งเศสใช้ให้ถือหนังสือจะไปส่งให้ฝรั่งเศส ณ เมืองเชียงแตง เพื่อให้ส่งกองทัพเพิ่มเติมมานั้น ได้ถามให้การรับ พระประชาได้พร้อมด้วยนายทัพนายกองปรึกษาโทษ เอาตัวนายสิง นายสุทา ประหารชีวิตตามบทพระอัยการศึก
และในวันนั้น กัปตันโทเรอนายทหารฝรั่งเศส คุมเรื่องเสบียงอาหารจะมาส่งยังกองทัพฝรั่งเศส ณ แก่งลีผี พอมาถึงหางดอนสะดำ พบเรือลาดตระเวนฝ่ายสยาม ฝ่ายสยามได้ห้ามปรามให้หยุด เรือกัปตันโทเรอหาหยุดไม่ มิหนำซ้ำกลับยิงเอาเรือลาดตระเวนฝ่ายสยาม ฝ่ายสยามได้ออกสกัดยิงตอบเรือกัปตันโทเรอถอยกลับลงไป ขุนศุภมาตราจึงได้ให้เรือลาดตระเวนไล่ตามไป ฝ่ายกองทัพราชวงศ์ ราชบุตรเมืองสพังภูผา และกองพระภักดีภุมเรศ พระวิเศษรักษา ซึ่งตั้งรักษาอยู่ ณ บ้านพละคัน ก็ลงเรือช่วยกันตามจับ ได้กัปตันโทเรอ และนายตี๋ล่าม ๑ ทหารญวน ๓ คน ลาวเมืองเชียงแตง ๑๓ คน ส่งไปยังพระประชา พระประชาได้ส่งมายังเมืองอุบล ส่วนกองทัพสยามและฝรั่งเศสก็ตั้งประชิดกันอยู่โดยกำลังสามารถ ณ ดอนสาคร
ฝ่ายกองทัพฝรั่งเศส ณ เมืองตะโปน ก็ยกกองทัพเข้ามาทางเมืองนอง จับหลวงบริรักษ์รัษฎากร นายบรรหารภูมิสถิต และหลวงสำแดงฤทธิ์เจ้าหน้าที่รักษาฝ่ายสยามอันมิได้ต่อรบนั้นได้
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร จึงได้ให้หลวงพิทักษ์สุเทพ(รอด) ท้าวไชยกุมาร(กุคำ) คุมคนเมืองยโสธร ๕๐๐ ไปตั้งอยู่ ณ เมืองเขมราษฎร์ และให้จัดนายกองคุมคนไปช่วยนายร้อยโทเล็ก ฝ่ายกองทัพฝรั่งเศสเมืองนองก็ยกกองทัพรีบรุดล่วงเข้ามาทางเมืองพิน เมืองพ้อง เมืองพลาน เมืองสองคอนดอนดง ส่วนกองนายร้อยโทโทเล็ก และท้าวบุตรวงศา ราชบุตรวาปี ต้องล่าหนีข้ามโขมมา
ฝรั่งเศสก็เดินกองทัพมาจนถึงฝั่งโขงโดยรวดเร็ว แล้วก็เลิกทัพกลับไป แล้วฝรั่งเศสได้ปล่อยหลวงบริรักษ์รัษฎากร มาพร้อมกับหลวงมลโยธานุโยค ข้าหลวงเมืองเชียงฮม ซึ่งฝรั่งเศสจับได้ไว้ทางมณฑลลาวพวน แต่ส่วนนายบรรหารภูมิสถิตย์นั้น ฝรั่งเศสส่งไปเมืองกวางตี้ แต่ภายหลังก็ได้ปล่อยกลับมา

กองทหารไทยในศึกฝรั่งเศส 

วันที่ ๒๐ พฤษภาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้อุปฮาด(อำคา)เมืองสุวรรณภูมิ ๑ พระศรีเกษตราธิชัย(ศิลา)ผู้ว่าราชการเมืองเกษตรวิสัย ๑ คุมคนเมืองสุวรรณภูมิ ๕๐๐ และให้พระสุนทรพิพิธ ผู้ว่าราชการเมืองโกสุม ๑ หลวงจำนงวิชัย ผู้ช่วยเมืองร้อยเอ็ด ๑ คุมคนมหาสารคาม และร้อยเอ็ด ๓๐๐ รวม ๘๐๐ ยกออกจากเมืองอุบลไปช่วยพระประชา ณ ค่ายดอนสาคร
และให้นายร้อยตรีหุ่น ๑ คุมคนเมืองจตุรพักตร ๑๐๕ เมืองร้อยเอ็ด ๒๑๐ เมืองมหาสารคาม ๒๑๐ รวม ๕๒๕ คน ยกไปตั้งรักษาอยู่ ณ เมืองมโนไพร และธาราบริวัตร และด่านลำจาก เปลี่ยนเอาพระศรีพิทักษ์(หว่าง) กลับมาตั้งรักษาอยู่ ณ ช่องโพย และให้นายร้อยตรีวาด ไปเรียกคนเมืองขุขันธ์อีก ๕๐๐ คน สำหรับส่งไปเพิ่มเติมยังกองพระศรีพิทักษ์(หว่าง) และให้ขุนไผทไทยพิทักษ์(เกลื่อน) ข้าหลวงเมืองศรีสะเกษ เป็นหน้าที่ส่งเสบียงไปยังกองพระศรีพิทักษ์
วันที่ ๒๑ พฤษภาคม หลวงเสนานนท์ ๑ หลวงอนุรักภักดี(พุด) ๑ หลวงวิจารณ์ภักดี ๑ พระสิทธิศักดิ์สมุทรเขต(บุษย์) ๑ หลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์(ล้อม) ๑ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุมเครื่องศัสตราวุธ ไดไปถึงเมืองอุบล
วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ฝรั่งเศสคุมกองทัพเพิ่มเติมยกมาถึงบ้านพละคันอีกประมาณพันเศษ พระประชาเห็นศึกเหลือกำลังกล้า จึงให้เลิกค่ายท้ายดอนไปรวมตั้งรับที่ดอนสะดำ และเลิกค่ายหัวดอนคอนไปรวมตั้งรับ ณ ค่ายดอนเดช ดอนสม และในวันนี้เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ กองทัพฝรั่งเศสยกขึ้นมาตั้งที่บ้านเวินยางฝั่งตะวันตก ตรงค่ายกองทัพสยามที่ดอนสะดำ และฝรั่งเศสระดมปืนใหญ่น้อย และกระสุนแตกมาที่ค่ายสยาม ณ ดอนสะดำเป็นอันมาก หลวงเทเพนทรเทพ นายร้อยตรีถมยา เห็นจะตั้งรับอยู่ที่ดอนสะดำมิได้ จึงได้ล่าถอยมาตั้งค่ายรับอยู่ ณ ดอนโสม
วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ฝรั่งเศสยกกองทัพมาขึ้นท่าสนามท้ายดอนคอน ครั้นบ่าย ๔ โมง ฝรั่งเศสยกมาตีค่ายสยามหัวดอนคอน หลวงอภัยเมืองสีทันดร และท้าววรกิติกา(ทุย)กรมการเมืองอุบล ซึ่งพระณรงค์วิชิต(เลื่อน)ให้เป็นนายกองอยู่ ณ ค่ายหัวดอนคอน ต้านทานกองทัพฝรั่งเศสมิหยุด จึงยกล่าถอยข้ามมาดอนเดช ฝรั่งเศสตามจับหลวงอภัยได้ ฝ่ายค่ายสยามที่ดอนเดชได้ยิงต่อสู้กองทัพฝรั่งเศส ฝรั่งเศสก็ระดมยิงมาที่ค่ายดอนเดชเป็นสามารถ พลสยามที่ดอนเดชทานกำลังลูกแตกมิได้ ก็ล่าถอยมาตั้งรับอยู่ ณ ค่ายดอนสม พอเวลาพลบค่ำ กองทัพฝรั่งเศสก็เลิกไปค่าย
วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พระณรงค์วิชิต(เลื่อน)ได้ให้กำลังไปรักษาค่ายที่ดอนเดชไว้ตามเดิม และแต่งกองซุ่มไปอยู่ดอนตาล ดอนสะดำ คอยตีตัดมิให้ฝรั่งเศสเวียนเดินเรือเข้ามาในช่องได้ และเพี้ยศรีมหาเทพนครจำปาศักดิ์พาพล ๑๙ คนหนี อุปฮาด(บัว)เมืองกมลาสัย ซึ่งตั้งค่ายอยู่ตำบลชลเวียงจับได้ พระประชา(แช่ม)ได้ปรึกษาโทษให้ประหารชีวิตตามบทพระอัยการศึก ฝ่ายนายทัพนายกองได้ขอชีวิตไว้ พระประชา(แช่ม)จึงได้ให้ทำโทษเฆี่ยนเพี้ยศรีมหาเทพ ๙๐ ที พวกพลคนละ ๓๐ ที
วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ฝรั่งเศสยกกองทัพขึ้นตั้งดอนเดชประชิดค่ายสยาม แล้วระดมยิงกระสุนแตกมาที่ค่ายสยามเป็นอันมาก ฝ่ายกองทัพสยามมิได้ยิงตอบ ครั้นฝรั่งเศสยกกองทหารรุกเข้ามาใกล้ ฝ่ายสยามจึงได้ระดมยิงกองทัพฝรั่งเศส ทหารฝรั่งเศสถูกกระสุนปืนล้มตายหลายคน แตกถอยกลับไป ฝ่ายสยามถูกกระสุนปืนเจ็บป่วย ๓ คน ในวันนี้พระประชา(แช่ม)ได้จัดให้นายทัพนายกองคุมกำลังไปตั้งค่ายรับที่ดอนสม อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้ฝ่ายฝรั่งเศส และสยามต่างก็ตั้งมั่นรักษาอยู่

กองทหารไทยเข้าสู่สมรภูมิในสมัยศึกฝรั่งเศสคงไม่ต่างจากภาพนี้เท่าไร
ในภาพเป็นการซ้อมรบกับปืน ร.ศ. ครั้งแรก 

        ในเดือนนี้ฝ่ายรัฐบาลฝรั่งเศส และสยามได้ปรึกษาตกลงกันเลิกสงคราม และฝ่ายสยามได้เรียกให้กองทัพทุกๆ กองกลับ และได้ตกลงสัญญากันเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม
(เหตุตามรายวัน) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรมีบอกกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอราชวงศ์สีทันดร และท้าวสิทธิสารเมืองมูลปาโมกข์ ซึ่งคุมช้างเผือกลงมา ณ กรุงเทพฯ เป็นผู้ว่าราชการเมืองสีทันดร และเมืองมูลปาโมกข์
วันที่ ๕ เมษายน ๑๑๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้ราชวงศ์เมืองสีทันดร เป็นพระอภัยราชวงศา ผู้ว่าราชการเมืองสีทัน พระราชทานครอบเงินกลีบบัวถมดำเครื่องในพร้อมสำรับ ๑ ลูกประคำร้อยแปดเม็ดสาย ๑ ผ้าม่วงจีนผืน ๑ แพรขวาห่มเพลาะ ๑ แพรสีทับทิมติดขลิบ ๑ และพระราชทานสัญญาบัตรให้ท้าวสิทธิสาร เป็นพระวงศาสุรเดช ผู้ว่าราชการเมืองมูลปาโมกข์ ขึ้นเมืองสีทันดร พระราชทานเครื่องยศตามบรรดาศักดิ์
วันที่ ๒๓ เมษายน พระยาราชเสนา(ทัด) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนเป็นพระยาศรีสิงหเทพ และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้า และพานทองคำเครื่องพร้อม ๑ คนโททองคำ ๑
วันที่ ๑๐ พฤษภาคม พระศรีพิทักษ์(หว่าง) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็น พระราชวรินทร์
วันที่ ๑ มิถุนายน นายสุจินดา(เลื่อน) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนเป็นพระณรงค์วิชิต
วันที่ ๒ มิถุนายน กรมหลวงวิชิตปรีชากรโปรดให้พระสิทธิศักดิ์สมุทรเขต(บุษย์) เป็นข้าหลวงบังคับเมืองมหาสารคาม เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ ตั้งอยู่ ณ เมืองมหาสารคาม ให้หลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์(ล้อม) เป็นข้าหลวงบังคับเมืองกมลาสัย เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแล่นช้าง ตั้งอยู่ ณ เมืองกาฬสินธุ์ ให้พระสุจริตรัฐการี(ทำมา) กรมการเมืองอุบล ไปเป็นข้าหลวงประจำเมืองร้อยเอ็ด ให้พระดุษฎีตุลกิจ(สง) ข้าหลวงเมืองสุวรรณภูมิ ไปช่วยพระสิทธิศักดิ์อยู่ ณ เมืองมหาสารคาม ถอนนายร้อยตรีพรหม ข้าหลวงเมืองมหาสารคาม มาอยู่เมืองสุวรรณภูมิ
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรได้โปรดให้นายร้อยตรีพึ่ง กับพลทหาร ๑๒ คน คุมกัปตันโทเรอ นายตี๋ล่าม และทหารญวน ๓ คน ออกจากอุบลมาส่งกรุงเทพฯ และได้ทรงจ่ายเงิน ๓๒๕ บาท ๕๐ อัฐ ให้เป็นเงินเดือนแก่กัปตันโทเรอ และล่าม และทหารญวนด้วย พวกนี้ปล่อยที่ชายแดน ไม่ได้ส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ
ในระหว่างเดือนนี้ พระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม ผู้ว่าราชการเมืองธาราบริวัตได้อพยพครอบครัวหนีไปอยู่ ณ ดอนสาย มิสเตอร์วิลเลี่ยม ซึ่งกรมไปรษณีย์ได้ให้ไปจัดการไปรษณีย์มณฑลลาวกาวได้ไปเปิดการส่งไปรษณีย์ ณ เมืองอุบลในเดือนนี้
วันที่ ๒ กรกฎาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกสยามชั้นที่ ๒ จุลวราภรณ์ ๑ และเหรียญดุษฎีมาลา ๑ พระยาภักดีณรงค์(สิน) และพระราชวรินทร์(หว่าง) ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๔ ภัทราภรณ์
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พระภักดีณรงค์(สิน) ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นพระยาภักดีณรงค์ พระประชาคดีกิจ(แช่ม) เป็นพระยาประชากิจกรจักร วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้นายร้อยตรีเกิด ไปเป็นข้าหลวงช่วยหลวงธนสารสุทธารักษ์(หว่าง) ณ เมืองสุรินทร์
วันที่ ๒๖ กรกฎาคม โปรดให้จ่าการประกอบกิจ ไปเป็นข้าหลวงช่วยหลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์(ล้อม) อยู่ที่เมืองกาฬสินธุ์
วันที่ ๗ สิงหาคม โปรดให้พระยาศรีสหเทพ(ทัด) ออกจากอุบล นำข้อราชการไปทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ณ เมืองนครราชสีมา และโปรดให้หลวงธนะผลพิทักษ์(ดิศ) ๑ ขุนชาญรณฤทธิ์(ชม) ๑ ข้าหลวงนครราชสีมามารับราชการมณฑลลาวกาว
วันที่ ๑๔ สิงหาคม โปรดให้นายเพิ่มพนักงานแผนที่ไปตรวจทำแผนที่ตั้งแต่เมืองชานุมานมณฑล ไปโขงเจียงปากมูล และตามสันเขาบรรทัด จนถึงช่องโพยแขวงเมืองขุขันธ์
วันที่ ๓ กันยายน นายร้อยโทพุ่มได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นนายร้อยเอกขุนโหมหักปัจนึก นายร้อยตรีถมยา เป็นนายร้อยเอกขุนอธึกยุทธกรรม
        วันที่ ๑๔ ตุลาคม นายร้อยตรีเชิด เป็นลมชิวหาสดมภ์ถึงแก่กรรม หลวงจักรพาฬภูมิพินิจ(ใหญ่) พนักงานแผนที่มณฑลลาวกลาง มารับราชการมณฑลลาวกาว วันที่ ๒๕ ตุลาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้พระณรงวิชิต(เลื่อน) เป็นข้าหลวงตรวจจัดราชการเมืองกาฬสินธุ์ กมลาสัย ภูแล่นช้าง เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองมหาสารคาม และให้หลวงธนะผลพิทักษ์(ดิศ) ขุนชาญรณฤทธิ์(ชม) เป็นข้าหลวงบังคับเมืองกาฬสินธุ์ เมืองกมลาสัย เมืองภูแล่นช้าง ตั้งอยู่ ณ เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยจ่าการประกอบกิจ หมื่นวิชิตเสนา ถอนหลวงสิทธิเดชสมุทรขันธ์(ล้อม) ไปเป็นข้าหลวงอยู่ ณ เมืองสุรินทร์
วันที่ ๔ พฤศจิกายน โปรดให้ขุนอาสาสงคราม(สวน) ไปเป็นข้าหลวงช่วยนายร้อยตรีพรหมอยู่ ณ เมืองสุวรรณภูมิ
วันที่ ๖ พฤศจิกายน พระชาตสุเรนทร์ ๑ จมื่นอินทรเสนา ๑ จ่าแล่นประจญผลาญ ๑ ออกจากอุบลกลับกรุงเทพฯ
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน มองซิเออร์มอง มองซิเออร์ลูเว มองซิเออร์ลูเย นำเรือกลไฟจักรท้าย ๒ สกรู ชื่อมาซี ปากกว้าง ๖ ศอกเศษ ยาว ๑๑ วาเศษ กินน้ำลึกศอกเศษลำหนึ่ง และเรือกลไฟชื่อฮำรอง ปากกว้างวาเศษ ยาว ๘ วาลำหนึ่ง มาที่บ้านด่านปากมูล และเรือชื่อมาซีมาเที่ยวที่แก่งตนะลำน้ำมูล แล้วกลับไป
วันที่ ๑๙ พฤศจิกายน จ่าฤทธิพิไชย ออกจากอุบลกลับกรุงเทพฯ ในเดือนนี้นายฉัตรซึ่งกรมโทรเลขให้ออกไปจัดการโทรเลข ได้ไปถึงเมืองอุบล 
วันที่ ๒ ธันวาคม มิงซิเออร์มอง มองซิเออร์ลูเว นำเรือกลไฟมาซี และฮำรอง ไปแวะที่นครจำปาศักดิ์ ขึ้นหาขุนวิชิตชลหาร(ต่อ) ภายหลังเป็นหลวงพลอาศัย ข้าหลวงแจ้งว่าจะมาเยี่ยมเจ้านครจำปาศักดิ์ ครั้นรุ่งขึ้นวันหลัง มองซิเออร์มองและมองซิเออร์ลูเว ได้ไปหาเจ้ายุติธรรมธร เจ้านครจำปาศักดิ์ พูดจาโดยอ่อนหวานต่างๆ และว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะยอมให้เจ้านครจำปาศักดิ์ มีอำนาจบังคับบัญชาตลอดถึงฝั่งโขงตะวันออก เจ้านครจำปาศักดิ์ตอบว่า ฝั่งโขงตะวันออกตกเป็นของฝรั่งเศส ส่วนเจ้านครจำปาศักดิ์เป็นข้าสยาม จะยอมรับบังคับมิได้ แล้วมองซิเออร์มอง มองซิเออร์ลูเว ก็ลากลับไป
วันที่ ๓ ธันวาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร โปรดให้ข้าหลวงภักดีนุชิต เป็นพระสุนทรบริรักษ์ ว่าที่ผู้ช่วยเมืองสุรินทร์ และให้ขุนจงราชกิจ ไปเป็นข้าหลวงเมืองร้อยเอ็ด วันนี้ พระไชยณรงค์ภักดี(จัน) ปลัดผู้รักษาเมืองสุรินทร์เป็นไข้พิษถึงแก่กรรม
วันที่ ๙ ธันวาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวกลาง ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปเป็นข้าหลวงต่างพระองค์มณฑลลาวกาว เปลี่ยนพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรนั้น พร้อมด้วยพระอนุรักษ์โยธา(นุช) ๑ หลวงจัตุรงค์โยธา ๑ หลวงพิไชยชำนาญ ๑ หม่อมราชวงศ์ปฐมเลขา ๑ ขุนเวชวิสิฐ(นิ่ม)แพทย์ ๑ ขุนพิไชยชาญยุทธ ๑ นายร้อยโทสอนทำการพลเรือน ๑ นายเลื่อนมหาดเล็ก ๑ นายร้อยเอกหม่อมราชวงศ์ร้าย ๑ นายร้อยโทพลัด ๑ ไปถึงเมืองอุบล

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
วันที่ ๑๐ ธันวาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ให้ประชุมข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือน ฟังกระแสตราพระราชสีห์ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มอบหน้าที่ราชการมณฑลลาวกาว ถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ และได้ทรงมอบหน้าที่ราชการถวายกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ในวันนั้น
วันที่ ๑๑ ธันวาคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร เสด็จออกจากเมืองอุบล พร้อมด้วยพระราชวรินทร์(หว่าง) ๑ จมื่นศักดิบริบาล ๑ นายร้อยเอกหลวงพิทักษ์นรินทร์(กอน) ๑ นายร้อยเอกขุนโหมหักปัจนึก(พุ่ม) ๑ นายร้อยเอกขุนอธึกยุทธกรรม(ถมยา) ๑ นายร้อยตรีโชติ ๑ นายร้อนตรีคล้าย ๑ นายร้อยตรีผล ๑ กลับกรุงเทพฯ โดยทางช่องตะโก และมณฑลปราจีน
วันที่ ๑๙ ธันวาคม นายร้อยตรีเราซิง ๑ หลวงจัตุรงค์โยธา ๑ หลวงพิไชยชำนาญ ๑ จาสสรวิชิต ๑ นายเลื่อนมหาดเล็ก ๑ ออกจากอุบลกลับกรุงเทพฯ
วันที่ ๓๐ ธันวาคม พระณรงวิชิต(เลื่อน) ออกจากอุบลกลับกรุงเทพฯ
อนึ่ง เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรเสด็จกลับกรุงเทพฯ ถึงบ้านเพี้ยราม แขวงเมืองสุรินทร์นั้น ได้โปรดให้พระพิไชยนครบวรวุฒิ(จรัญ) ยกกระบัตรเมืองสุรินทร์ เป็นผู้ครองเมืองสุรินทร์
วันที่ ๑๑ มกราคม เป็นวันแรกที่สายโทรเลขเมืองอุบลและระหว่างเมืองขุขันธ์ ใช้การได้จนตลอดถึงกรุงเทพฯ
วันที่ ๒๒ มกราคม พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ปฐมจุลจอมเกล้า ๑ และช้างเผือกสยามชั้นที่ ๑ มหาวราภรณ์ ๑
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ โปรดให้นายร้อยโทสอนไปเป็นข้าหลวงอยู่เมืองยโสธร และให้อุปฮาดรับราชการตำแหน่งผู้รักษาเมือง ให้ราชบุตรรับราชการตำแหน่งอุปฮาด ให้หลวงศรีวรราชผู้ช่วยพิเศษ รับราชการตำแหน่งราชบุตรเมืองยโสธร
ในปีนี้ ขุนเทพคชกิรินีหมอ นายเอาะควาญ บ้านดงมันเมืองสุวรรณภูมิ คล้องได้ช้างพังสำคัญสูง ๓ ศอก ๖ นิ้วช้าง ๑ ได้โปรดให้ส่งมาเลี้ยงรักษาไว้ ณ เมืองอุบล เพื่อได้ส่งกรุงเทพฯ ต่อไป ช้างนี้เป็นช้างเผือกโทส่งมาถึงเมืองนครราชสีมาแล้วเอาขึ้นรถไฟมากรุงเทพฯ สมโภชโรงในขึ้นระวางเป็น พระศรีเศวตวรรณิกา


ที่มา: http://www.baanjomyut.com/library/war_between_france/index.html


อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

โดย สุทธิพร รัตนธร ศรัทธา



อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียน ระหว่างถนนราชดำเนินตัดกับถนนประชาธิปไตย สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย ที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

อนุสาวรีย์ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482 สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ออกแบบโดย หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ควบคุมการก่อสร้างแล้วเสร็จ โดย ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้ปั้นอนุสาวรีย์คือ นายสิทธิเดช แสงหิรัญ มีพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2483 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ว่า

“อนุสาวรีย์นี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญก้าวหน้าทั้งมวล เป็นต้นว่า ถนนสายต่างๆ ที่จะออกจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมืองก็จะนับต้นทางจากอนุสาวรีย์ ถนนราชดำเนินซึ่งเป็นแนวของอนุสาวรีย์ก็กำลังสร้างอาคารให้สง่างามเป็นที่ เชิดชูเกียรติของประเทศ และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัย จะทำให้ถนนนี้เป็นพื้นที่เชิดชูยิ่ง”

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปรัฐธรรมนูญประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าสร้างด้วยทองแดง มีความสูง 3 เมตร หนัก 4 ตัน ตั้งบนฐานรูปทรงกลมด้านบนโค้งกลมลานอนุสาวรีย์ยกสูงมีบันไดโดยรอบ รอบลานอนุสาวรีย์มีครีบทรงแบน อยู่ 4 ทิศ ที่โคนครีบมีภาพแกะสลักปั้นนูน และรั้วเตี้ยๆ กั้นรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้เป็นใหญ่โบราณ จำนวน 75 กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกขึ้นมาเป็นเสา คล้องโซ่เชื่อมต่อกัน

ความหมาย ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
  • ครีบ 4 สูงจากแท่นพื้น 24 เมตร มีรัศมียาว 24 เมตร หมายถึง วันที่ 24 ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
  • พานรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร หมายถึง เดือน 3 หรือ เดือนเมษายน ตรงกับเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยนั้น และหมายถึง อำนาจอธิปไตย ทั้ง 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญ (นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ)
  • ปืนใหญ่ จำนวน 75 กระบอก (ปากกระบอกปืนฝังลงดิน) โดยรอบฐานของอนุสาวรีย์ที่มีโซ่ร้อยไว้ หมายถึง ปีที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (เลข 75 เป็นเลขท้ายสองหลักของปี พ.ศ. 2475) ส่วนโซ่ที่ร้อยไว้ด้วยกัน หมายความสามัคคีพร้อมเพรียงของคณะปฏิวัติ
  • ลายปั้น ปูนนูนที่ฐานครีบทั้ง 4 เน้นถึงเรื่องราวการดำเนินงานของคณะราษฎรตอนที่นัดหมายและแยกย้ายกันก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
  • พระขรรค์ 6 เล่ม ที่รายล้อมรอบป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร

การเมืองการปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว


โดย สถาบันพระปกเกล้า
       พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านการเมืองการปกครองที่สำคัญ ได้แก่

1. การตั้งอภิรัฐมนตรีสภา
อภิรัฐมนตรีสภานี้เปรียบดังที่ปรึกษาราชการชั้นสูงแก่พระองค์ อภิรัฐมนตรีชุดแรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยนั้น ประกอบด้วยพระบรมวงศ์ 5 พระองค์ คือ

1. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช 2468 – 2471
2. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต 2468 – 2475
3. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ 2468 – 2475
4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 2468 - 2475
5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทรบุรีนฤนาถ 2468 – 2475

เจ้านายผู้ใหญ่ 5 พระองค์นี้ทรงมีความรู้ความชำนาญแตกต่างกันดังนี้คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชเป็นผู้ใหญ่ทั้งในพระราชวงศ์ ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครสวรรค์ทรงเป็นใหญ่ในทหารทั้งทหารบก ทหารเรือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นอัครศิลปินและที่นับถือว่าเที่ยงธรรม กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเชี่ยวชาญทางด้านการปกครองท้องที่และราชการพลเรือน ทั่วไปทุกด้าน กรมพระจันทรบุรีนฤนาถทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ทั้งห้าพระองค์เป็นที่ทรงนับถือขององค์พระมหากษัตริย์

อภิรัฐมนตรีทำหน้าที่ถวายข้อปรึกษาราชการในพระองค์และแผ่นดินจนถึง พ.ศ.2475 หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้มีประกาศยกเลิกอภิรัฐมนตรีสภา เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2475

2. รัฐมนตรีสภา
เป็นสภาของรัฐมนตรี เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2435 มีหน้าที่ให้คำปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งหน้าที่มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ทำให้สภานี้มีลักษณะการดำเนินการบางประการที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองไม่ เต็มที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงคิดปรับปรุงสถาบันนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงทรงโปรดให้ทำหน้าที่พิจารณาปรึกษากฎหมายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพตามที่ได้รับพระบรมราชโองการ รัฐมนตรีแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ เสนาบดีหรือผู้แทน และผู้ที่พระองค์ทรงแต่งตั้ง ในระยะต่อมาบทบาทของรัฐมนตรีสภาลดลง จึงได้มีพระราชบัญญัติยกเลิกในวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2475

3. เสนาบดีสภา
เป็นสถาบันสืบทอดมาจากรัชกาลที่ 5 การประชุมมักไม่ได้เรื่องราวมากนักก่อนการปรับปรุงของรัชกาลที่ 7 เพราะเสนาบดีมักไม่ประสานงานกัน และไม่ใคร่แสดงความคิดเห็นในข้อราชการ พระมหากษัตริย์ต้องทรงทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานระหว่างกระทรวงอยู่ตลอดเวลา รัชกาลที่ 7 ทรงปรับปรุงให้มีระเบียบวาระและวัตถุประสงค์ของการประชุม ทรงเปลี่ยนหน้าที่ของเสนาบดีโดยให้เป็นฝ่ายรับนโยบายไปปฏิบัติอย่างเดียว ข้อราชการที่เสนาบดีเสนอจะนำเข้าที่ประชุมอภิรัฐมนตรีสภาก่อนแล้วจึงนำมา พิจารณาในที่ประชุมเสนาบดีสภา จากนั้นเมื่อทูลเกล้าฯ ถวาย มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วเสนาบดีเจ้าของเรื่องจึงรับไปดำเนินการ ได้

4. องคมนตรี
เป็นสถาบันที่สืบทอดมาจากรัชกาลที่ 5 แต่มิได้มีบทบาทมากนักในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นการแต่งตั้งผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มีจำนวนมากเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ ถึง 233 คนในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงทรงปรับปรุงเสียใหม่ โดยทรงประกาศใช้พระราชบัญญัติองคมนตรีพุทธศักราช 2470 พระราชบัญญัติฉบับนี้ นอกจากจะว่าด้วยการแต่งตั้งและการออกจากองคมนตรีแล้วได้กำหนดให้มีสภา กรรมการองคมนตรีขึ้นเป็นครั้งแรก ประกอบด้วยกรรมการ 40 คนอยู่ในวาระยังคนละ 3 ปี เมื่อครบกำหนดจะทรงแต่งตั้งใหม่อีกก็ได้ ต่อมาได้มีประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติองคมนตรี พุทธศักราช 2470 หลังจากที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่ว คราว พุทธศักราช 2475 รวมทั้งยกเลิกสภากรรมการองคมนตรีกับให้เพิกถอนตำแหน่งองคมนตรีทั้งหมดอีก ด้วย

5. สุขาภิบาลและเทศบาล
การพัฒนาทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยโดยการกระจายอำนาจจากเบื้องบนสู่ เบื้องล่างในสมัยรัชกาลที่ 7 เป็นการสานต่อกิจการสุขาภิบาล ซึ่งเริ่มมาแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์มีพระราชประสงค์จะปรับปรุงกิจการสุขาภิบาลให้เป็นรูปแบบของการบริหาร ส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล (Municipality) หรือที่เรียกกันขณะนั้นว่า ประชาภิบาล ทรงตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ หลังจากศึกษาแล้วคณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอว่าโครงการประชาภิบาลหรือเทศบาลยัง ไม่สมควรปล่อยให้ราษฎรดำเนินงานเทศบาลตามลำพัง เพราะยังไม่มีความรู้ทางด้านนี้เพียงพอ อย่างไรก็ตามควรมีการทดลองเลือกตั้งกรรมการที่ไม่เป็นข้าราชการประจำเข้า ร่วมดำเนินการด้วย นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เสนอว่าการวางแนวทางในการจัดเทศบาลควรเป็นแบบค่อย เป็นค่อยไปทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสมควรแยกหน้าที่ของสุขาภิบาลที่ ต้องทำทั้งด้านรักษาความสะอาดและการให้ราษฎรรู้จักปกครองตนเองในรูปแบบการ ปกครองท้องถิ่น โดยให้หน้าที่การรักษาความสะอาดเป็นหน้าที่ของกรมสาธารณสุข ส่วนหน้าที่ให้ความรู้ในการปกครองตนเองเป็นของกรมมหาดไทย การดำเนินงานเพื่อจัดตั้งรูปแบบของเทศบาลและสุขาภิบาลของพระองค์ประสบปัญหา หลายประการด้วยกัน นับตั้งแต่เริ่มต้นปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง 24 มิถุนายน 2475 พระราชบัญญัติเทศบาลจึงมิได้ปรากฏออกมาแต่อย่างใด

โดยสรุปการบริหารราชการแผ่นดินนั้น อำนาจสิทธิเด็ดขาดมิได้อยู่ในบุคคลเดียว แต่อยู่ในกลุ่มบุคคลที่เป็นพระราชวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิรัฐมนตรีสภา พระมหากษัตริย์ทางขาดอำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะมีคณะบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกับพระองค์ และบ่อยครั้งคณะบุคคลเหล่านี้ได้ทัดทานพระราชดำริที่พระองค์ทรงตั้งพระทัย ที่จะทำนุบำรุงความสุขสมบูรณ์ให้กิดกับทวยราษฎร์ของพระองค์ จึงสร้างความผิดหวังต่อสามัญชนที่มีความรู้ความสามารถและมีการศึกษาดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศที่มีความคุ้นเคยต่อ วิธีการและวิถีชีวิตของบุคคลในระบอบประชาธิปไตย

สาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

       สาเหตุส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงการ ปกครองเกิดจากปัญหาทางการเมืองการปกครอง อาทิ ความไม่พอใจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปัญหาการผูกขาดอำนาจของอภิรัฐมนตรีสภา ปัญหาความขัดแย้งในกองทัพและปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้นำสามัญชนกับราชวงศ์ ซึ่งแยกอธิบายได้ดังนี้คือ

1. ความไม่พอใจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ความไม่พอใจในระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังคงคุกรุ่นเรื่อยมาจนถึงในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ความไม่พอใจดังกล่าวมีด้วยกันดังต่อไปนี้

- ทหารมีความรู้สึกว่าถูกเหยียดหยามและไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำ
- การสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินเป็นไปโดยเหตุผลไม่สมควร
- การแบ่งชั้นระหว่างพวกที่เรียกตนเองว่า เจ้ากับไพร่
- ขุนนางผู้ใหญ่มีความเสื่อมทราม เหลวแหลก
- ข้าราชการทำงานเอาตัวรอดไปวันหนึ่ง ๆ โดยไม่คิดถึงประเทศชาติ
- ราษฎรไม่ได้รับการนำพาในการประกอบอาชีพ
- ชาวไร่ชาวนาไม่ได้รับการช่วยเหลือส่งเสริมให้อยู่ในฐานะอันดีขึ้น
- ทุพภิกขภัย ความอดอยากแผ่ไปทั่วในหมู่กสิกร – ชาวนา เมื่อธรรมชาติไม่อำนวย
- ภาษีอากรเพิ่มขึ้นทุกปี
- ผู้รักษากฎหมายใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมาย ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชน
- ขาดการศึกษาของพลเรือนเพื่อมิให้สติปัญญาเฉลียวฉลาดทัดเทียมชนชั้นปกครอง
- ความเจริญของบ้านเมืองขาดการทะนุบำรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเริ่มต้นเปิดประเทศพร้อม ๆ กับญี่ปุ่น แต่ความเจริญของบ้านเมืองเทียบกันไม่ได้เลย
ในรัฐสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พยายามแก้ไขปัญหาเหล่า นี้เสมอมา แต่แนวความคิดของประชาธิปไตยที่เกิดจากความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ของประเทศ โดยขบวนการ ร.ศ.130 นั้น ไม่หยุดอยู่นิ่ง ความคาดหวังของกลุ่มผู้นำในแนวคิดทางการเมืองเหล่านี้ยังคงปรารถนาที่จะนำ ระบอบการปกครองที่ตนได้เห็นได้ศึกษามาปกครองประเทศ และต้องการให้พระมหากษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งผู้นำบางคนได้มีโอกาสทราบว่ารัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ… เพราะในขณะที่เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2474 พระองค์ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์สี่ฉบับที่ไวท์ เพลน มลรัฐนิวยอร์ก (White Plains, New York) โดยประกาศว่าพระองค์กำลังเตรียมการด้วยความสมัครพระทัยที่จะจำกัดพระราช อำนาจส่วนพระองค์ให้น้อยลงเป็นลำดับ โดยให้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชนโดยหวังว่าจะเป็นการปูพื้นฐานของการปกครอง แบบประชาธิปไตยในอนาคต เมื่อประชาชนได้รับการฝึกฝนให้รู้จักปกครองตนเอง ขั้นแรกจะเป็นการให้สิทธิประชาชนในการเลือกตั้งระดับเทศบาล ซึ่งจะให้ความรู้ความชำนาญแก่ชาวไทยได้ พระองค์ได้มอบให้พระยาศรีวิศาลวาจา ที่ปรึกษากฎหมายกระทรวงการต่างประเทศ และนายเรมอนด์ สตีเวนส์ ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศเตรียมร่างรัฐธรรมนูญ และพระองค์ตรัสว่าต้องการให้รัฐธรรมนูญแก่ราษฎรโดยเร็วที่สุดให้ทันวันที่ 6 เมษายน 2475 ซึ่งเป็นวันครบรอบมหาจักรี แต่แนวพระราชดำรินี้ได้รับการทัดทานจากพระราชวงศ์ซึ่งเป็นอภิรัฐมนตรีสภา และขุนนางชั้นสูง

ความคาดหวังที่ไม่สมหวังก่อให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่ผู้เรียกร้องรัฐ ธรรมนูญมากยิ่งขึ้น และเป็นมูลเหตุผสมผสานกับแนวความคิดทางการเมืองที่ปรากฏมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 5 รัชกาลที่ 6 คือความไม่พอใจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้แนวความคิดทางการเมืองนี้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบรรดาคนหนุ่มผู้มีการศึกษาต่างไม่พอใจ ซึ่งต่อมาปรกาฎว่าการสรรหาคัดเลือกบรรจุแต่งตั้งข้าราชการกระทำโดยใช้ระบบ อุปถัมภ์ เช่น ตำแหน่งอภิรัฐมนตรีและเสนาบดี ซึ่งส่วนมากเป็นเจ้านายและพระราชวงศ์ บุคคลหนุ่มที่มีการศึกษาเหล่านี้จึงเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตกอยู่ใต้อิทธิพลของพระบรมวงศานุวงศ์ และมีความไม่เห็นด้วยเพิ่มมากขึ้นกับการปกครองที่อยู่ในอำนาจของบุคคลคน เดียว

2. ความไม่พอใจระบบอภิรัฐมนตรีสภา
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เสด็จขึ้นครองราชย์ในเดือนพฤศจิกายน 2468 พระองค์มีพระชนมายุ 32 พรรษาเต็ม พระองค์เคยรับราชการมาแต่ในการทหาร จึงต้องการผู้มีความรู้ความชำนาญในราชการพลเรือน จึงทรงตั้งอภิรัฐมนตรีสภาขึ้นเพื่อช่วยงานด้านนี้ มีสมาชิกเป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ และสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ ประธานอภิรัฐมนตรีสภาพระองค์แรกคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช อภิรัฐมนตรีสภาประชุมกันทุก ๆ สัปดาห์ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าร่วมประชุมด้วย อภิรัฐมนตรีสภาจะกราบทูลถวายความเห็นในเรื่องราชการและเรื่องภายในพระ ราชวงศ์ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยและทรงรับผิดชอบแต่พระองค์ เดียว การแต่งตั้งอภิรัฐมนตรีสภาในต้นรัชกาลให้ประโยชน์ในแง่ช่วยเหลือพระองค์ให้ เกิดความชำนาญในการบริหารราชการแผ่นดินด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อสมาชิกทิวงคต หรือสิ้นพระชนม์ พระเจ้า อยู่หัวจะทรงตั้งสมาชิกทดแทนทุก ๆ คราว อันทำให้ดูเป็นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระราชประสงค์ที่จะทรงรับผิดชอบแต่ผู้ เดียว

มีบุคคลหลายระดับไม่พอใจการแต่งตั้งและการดำเนินงานของอภิรัฐมนตรี สภา เพราะสมาชิกทั้งเก่าและใหม่ล้วนเป็นพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทุก ๆ คราว คนสามัญที่เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถหรือความชำนาญเพียงใดก็ไม่เคยได้รับ การแต่งตั้งเลย สภาพเช่นนี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นระหว่างเจ้ากับขุนนางและผู้ ได้รับการศึกษา

3. ความแตกแยกในกองทัพไทย
นอกจากความแตกแยกร้าวฉานในกลุ่มเจ้ากับขุนนางและกับสามัญชนแล้ว ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในกองทัพไทยก็ได้ปรากฏแทรกซ้อนอยู่ด้วย คือความแตกแยกได้เกิดขึ้นนับจากระยะเวลาที่มีการดุลข้าราชการออก จนถึงกับเสนาบดีกระทรวงกลาโหมลาออกจากตำแหน่ง พร้อมทั้งการที่กลุ่มนักเรียนทหารจากฝรั่งเศสต้องการเปลี่ยนระบบทหารให้เป็น ไปตามระบบการทหารของฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นมีกลุ่มนายทหารซึ่งจบจากเยอรมนีเป็นกำลังสำคัญอยู่ในกองทัพ อาทิ พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา และพ.อ.พระยาทรงสุรเดชรวมอยู่ด้วย ความแตกแยกทางด้านความนิยมในระบบฝรั่งเศสหรือเยอรมนีทำให้แต่ละฝ่ายแก่งแย่ง และบีบคั้นกันและกันทำให้ขาดความสามัคคีในกองทัพไทย

4. ความขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวระหว่างกลุ่มนักศึกษาในฝรั่งเศสกับพระราชวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์
ก็ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักเรียนไทยในฝรั่งเศสฟ้อง มายังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เอกอัครราชทูตไทยขณะนั้นทำความเสื่อมเสียแก่ประเทศชาติ เรื่องโกงเงินหลวงที่เป็นทุนเล่าเรียนของนักเรียน

สภาพความขัดแย้งและความแตกแยกในชนชั้นเจ้า ขุนนาง ทหาร และระหว่างกันเป็นสภาพการเมืองที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ จากระบบการปกครองที่อยู่ในมือของกลุ่มอภิสิทธิชนในสมัยของพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัว และนับว่าเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

คณะราษฎร

        กลุ่มบุคคลผู้เป็นนักศึกษาจากต่าง ประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้คิดกันว่าการปกครองระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ล้าสมัย ไม่อาจทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้าได้ เพราะปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง มิได้รับการแก้ไข ในระบอบการปกครองเก่า และเชื่อมั่นว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบใหม่แล้วจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้และทำให้ ประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วทัดเทียมอารยประเทศตะวันตก ประกอบกับบุคคลกลุ่มนี้มีความไม่พอใจพระราชวงศ์ ขณะศึกษาอยู่ได้รับอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใหม่ด้วย เหล่านี้มีส่วนผลักดันให้มีการเตรียมการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยเริ่มต้น ประชุมวางแผนที่บ้านนักเรียนไทยในฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ.2467 ผู้เข้าร่วมประชุมมีดังนี้คือ

1. นายปรีดี พนมยงค์
2. ร.ท.แปลก ขีตตะสังคะ
3. นายประยูร ภมรมนตรี
4. ร.ท.ทัศนัย นิยมศึก
5. นายตั้ว ลพานุกรม
6. นายแนบ พหลโยธิน
7. หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี)

กลุ่มบุคคลเหล่านี้ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นคณะราษฎรโดยแท้จริงหลัง จากกลับไปรับราชการในประเทศ ได้ตั้งเป้าหมายปฏิบัติการของกลุ่มไว้ 3 ประการดังนี้คือ
1. ศึกษาและวางแผนปฏิบัติ
2. หาพรรคพวกและผู้สนับสนุนซึ่งจะต้องเป็นบุคคลสำคัญในหน่วยราชการ
3. ต้องทำการหาทุนในการดำเนินงาน

ผู้นำของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ ได้แก่ นายปรีดี พนมยงค์ หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นชาวอยุธยา เกิดเมื่อปี พ.ศ.2443 บิดามารดาเป็นชนชั้นกลาง มีอาชีพในการค้าขายและทำนา นายปรีดีได้รับการศึกษาในโรงเรียนสามัญของรัฐบาลจนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์แล้ว จึงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมาย ภายหลังที่เรียนจบและได้เป็นเนติบัณฑิตไทยแล้วได้เข้ารับราชการในกระทรวง มหาดไทย ต่อมาในปี พ.ศ.2463 สอบชิงทุนของกระทรวงยุติธรรมได้และไปศึกษาจนจบปริญญาเอกทางกฎหมาย รวมทั้งได้ปริญญาชั้นสูงในวิชาการเศรษฐกิจอีกด้วย และกลับมารับราชการในกระทรวงยุติธรรมได้บรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ตอนหลังได้ลาออกจากบรรดาศักดิ์

ขณะที่ศึกษาในต่างประเทศ นายปรีดี ได้มีโอกาสเผยแนวความคิดของเขาแก่นายประยูร ภมรมนตรี ร้อยโท หลวงพิบูลสงคราม หลวงทัศนัยนิยมศึก และได้ร่วมมือกันปฏิบัติการตามอุดมการณ์ที่วางไว้ 3 ประการ ดังกล่าว บุคคลทั้ง 4 นี้ถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้ริเริ่มวางแผนการและเป็นผู้นำชั้นแนวหน้าในการ เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ความคิดปฏิวัติขณะนั้นดูเหมือนจะเป็นความคิดที่เลือนลางเพราะแต่ละคนเป็น เพียงนายทหารและข้าราชการชั้นผู้น้อยไม่ได้มีอำนาจควบคุมกำลังส่วนใหญ่พอที่ จะนำรัฐประหารยึดอำนาจได้ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ก็มิได้ละความพยายามแต่ทุ่มเทให้กับงานสำคัญคือ ขยายอุดมการณ์แนวความคิด อาศัยการตีสนิทชิดเชื้อกับนายทหารระดับสูงและข้าราชการที่มีอำนาจตาม เจตนารมณ์เดิม การเสาะหากำลังและสมาชิก เพิ่มเติมรวมทั้งเงินทุนได้ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนประสบความสำเร็จ คือ นอกจากจะได้คนหนุ่มมาเพิ่มเติมซึ่งได้แก่ นายตั้วลพานุกรม ได้รับปริญญาเอกในวิชาวิทยาศาสตร์ นายแนบ พหลโยธิน นักเรียนไทยในอังกฤษ และหลวงสิริราชไมตรีแล้วยังได้ชักจูงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งขณะนั้นมีความเบื่อหน่ายต่อระบอบการปกครอง สภาพเศรษฐกิจและสังคมซึ่งไม่ได้รับการแก้ไข และได้ลอบวางแผนยึดอำนาจของรัฐ ซึ่งเผอิญไปสอดคล้องกับแผนของกลุ่ม คณะราษฎร ซึ่งเป็นนายทหารและข้าราชการชั้นผู้น้อย คนเหล่านั้นยังลังเลใจในการที่จะยึดอำนาจการปกครองอยู่ จนกระทั่งในตอนปลายปี พ.ศ.2475 กระบวนการหาสมาชิกเพิ่มของกลุ่มคณะราษฎรก็ได้ขยายแวดวงเข้ามาถึง กลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นสามัญชนและขุนนางที่ไม่พอใจระบอบการปกครองใน ขณะนั้นและได้ล่วงรู้แผนการปฏิวัติของกลุ่มนายทหารชั้นผู้น้อย และเข้าร่วมด้วย ผู้นำของกลุ่มนายทหารชั้นผู้ใหญ่ดังกล่าว ได้แก่

1. พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
2. พันเอก พระยาทรงสุรเดช
3. พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์
4. พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ
5. นายทหารซึ่งเป็นอาจารย์ในโรงเรียนนายร้อยทหารบกอีกหลายนาย

กลุ่มนายทหารผู้ใหญ่เหล่านี้ได้ช่วยกันขยายขอบเขตของสมาชิก และร่วมวางแผนการปฏิวัติกับกลุ่มนายทหาร และพลเรือนชั้นผู้น้อย สมาชิกในขณะนั้นมีเพียง 114 คนเท่านั้น คือ นายทหารชั้นผู้ใหญ่อยู่ในกลุ่มของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา และพันเอกพระยาทรงสุรเดช 8 คน นายทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในกลุ่มของพันตรีหลวงพิบูลสงคราม และหลวงทัศนัยนิยมศึก 23 คน นายทหารเรือซึ่งนำโดยหลวงสินธุสงครามชัย 18 คน และอีก 65 คน ซึ่งเป็นพลเรือนนำโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม

แต่ทหารเหล่านี้ก็มิได้เป็นทหารที่อยู่ในหน้าที่คุมกำลัง แต่ทำหน้าที่เป็นนายทหารฝ่ายเสนาธิการ ยกเว้น พระยาฤทธิอัคเนย์ ซึ่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งขณะนั้นก็ยังไม่ตกลงใจแน่วแน่ว่าจะร่วมมือด้วยอย่างจริงจังหรือไม่ ซึ่งทำให้คณะราษฎรหนักใจต่อการยึดอำนาจครั้งนี้ พ.อ.พระยาทรงสุรเดชได้รับมอบหมายจากกลุ่มให้หาทางแก้ปัญหาดังกล่าวนี้คือ ให้หาวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งกำลังทหารที่จะใช้ในการยึดอำนาจ การขบคิดแก้ปัญหาประสบผลตอนต้นปี พ.ศ.2475 นั่นคือ จะต้องมีการเคลื่อนกำลังทหารโดยการออกคำสั่งและคำชักชวนปลอมว่า ให้กองกำลังบางส่วนเคลื่อนกำลังออกไปปราบปรามผู้คิดกบฏต่อรัฐบาลโดยเฉพาะกรม ทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ และบางส่วนชมการฝึกของนักเรียนนายร้อยทหารบกและทหารเรือ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคมในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 

เหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

        รุ่งอรุณของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 กำลังทหารบก ทหารเรือ ก็ได้มารวมกันที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งหมดเป็นกองกำลังในพระนคร บุคคลเหล่านี้มารวมกันโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว จากคำสั่งปลอมทั้งของกองทัพบกและกองทัพเรือ ส่วนนายทหารอื่น ๆ ที่คุมกำลังได้ตามเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน พวกที่รู้ตัว ได้แก่ ผู้นำก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งได้ถือโอกาสประกาศคำสั่งของคณะปฏิวัติต่อทหารบกและทหารเรือที่มาชุมนุม กัน ณ ที่นั้น ผู้ที่ประกาศคำสั่งของคณะปฏิวัติก็คือ พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งขึ้นไปยืนอยู่บนรถถังร้องประกาศแก่เหล่าทหารที่มาชุมนุมกันว่า บัดนี้คณะราษฎรได้ทำการยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยขึ้นปกครองประเทศ ทหารทั้งหลายพากันโห่ร้องต้อนรับคณะปฏิวัติ เนื่องจากมีความไม่พอใจระบอบการปกครองแบบเก่าอยู่แล้ว แต่บางคนก็จำใจทำไปอย่างสับสนต่อเหตุการณ์ขณะนั้น คณะปฏิวัติได้ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้โดยสิ้นเชิง และได้เชิญเจ้านายและพระราชวงศ์บางพระองค์ที่คุมกำลังทหารมากักไว้โดยให้ ประทับอยู่ภายในพระนั่งอนันตสมาคมเพื่อเป็นองค์ประกันของคณะราษฎร โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด โดยคุมกำลังทหารและพลเรือนของประเทศส่วนใหญ่ไว้ และได้ทูลให้ลงพระนามประกาศที่คณะราษฎรนำมาถวายซึ่งมีข้อความว่า

“ด้วยตามที่คณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้โดยมีความประสงค์ข้อใหญ่ที่จะให้ประเทศสยามได้มีธรรมนูญการปกครองแผ่นดินนั้น ข้าพเจ้าขอให้ทหาร ข้าราชการ และราษฎรทั้งหลายจงช่วยกันรักษาความสงบ อย่าให้เสียเลือดเนื้อ ของคนไทยด้วยกันโดยไม่จำเป็นเลย”

คณะปฏิวัติได้อาศัยประกาศนี้ซึ่งเป็นเสมือนคำรับรองจากผู้มีอำนาจ สูงสุดขณะนั้นออกคำสั่งให้ส่วนราชการทุกแห่งทั่วประเทศรวมทั้งกำลังทหารหัว เมืองควรปฏิบัติหน้าที่ไปตามปกติ โดยไม่มีการหยุดชะงักใด ๆ เลย

ฝ่ายพลเรือนของคณะปฏิวัตินำโดยนายควง อภัยวงศ์ ได้ปฏิบัติงานในวันนี้ด้วยเช่นกัน โดยออกตระเวนตัดสายโทรเลข โทรศัพท์ ทั้งพระนครธนบุรี เพื่อปิดกั้นการติดต่อสื่อสารและสั่งการในสายการบังคับบัญชาหรือติดต่อกับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ส่วนนายปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะปฏิวัติได้จัดทำแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติเพื่อแจกและแถลงต่อสื่อ มวลชนในวันปฏิวัตินั้นด้วยเช่นกัน

เมื่อเหตุการณ์ภายในพระนครวังเป็นไปด้วยดี คณะราษฎรก็ได้ทำหนังสือราชการซึ่งลงนามโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ส่งไปกราบถวายบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และอัญเชิญในหลวงกลับสู่พระนครเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่น ดินซึ่งคณะราษฎรได้ร่างขึ้น

ในวันที่ 25 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรก็ได้รับคำตอบจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากหัวหิน แจ้งว่าพระองค์ทรงยอมรับความสิ้นสุดแห่งพระราชอำนาจสิทธิของพระองค์ และทรงรับทราบถึงการตั้งรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ในแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ได้ทรงมีรับสั่งด้วยว่า พระองค์เองก็ได้ทรงคิดที่จะให้ประเทศไทยได้มีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอยู่ แล้วเหมือนกันและทรงตั้งพระทัยว่า พระองค์จะทรงดำรงตำแหน่ง องค์พระประมุขของรัฐ และได้ทรงพระราชทานอภัยโทษโดยลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งร่างขึ้น ทูลถวายโดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม นิรโทษกรรมให้แก่คณะราษฎรผู้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินในครั้งนั้น รวมความแล้วความสำเร็จในการปฏิวัติครั้งนี้ ส่วนสำคัญประการหนึ่งขึ้นอยู่กับความว่องไวของคณะราษฎรและการปฏิบัติหน้าที่ อย่างเคร่งครัดตามกฎระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของฝ่ายรัฐบาลคือ ทราบแผนการปฏิวัติก่อนแต่อ้างว่ายังไม่มีอำนาจจับกุม หลังจากได้ปรึกษากับกระทรวงยุติธรรมแล้ว ความชักช้าเหล่านี้เอื้ออำนวยให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปโดยสะดวกตาม แผนที่วางไว้สมบูรณ์ที่สุด

แนวนโยบายและหลักการของคณะราษฎร แนวนโยบายของคณะราษฎรซึ่งกำหนดขึ้นมีอยู่ด้วยกัน 10 ประการ ซึ่งกำหนดเป้าหมายกว้าง ๆ เพื่อให้งานของคณะราษฎรสำเร็จลุล่วงตามความประสงค์ก็คือ
1. ต้องให้มีพระเจ้าแผ่นดินตลอดไป
2. ต้องทำเพื่อประชาธิปไตย
3. ต้องฟังความเห็นซึ่งกันและกัน
4. ต้องมีความเห็นอันเที่ยงตรง
5. ต้องทำเพื่อมุ่งจรรโลงประเทศให้ก้าวหน้า
6. ต้องไม่ทรยศต่อประเทศชาติ
7. ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต
8. ต้องไม่เย่อหยิ่งลืมตัว
9. ต้องมีความประพฤติดี
10. ต้องรักษาหน้าที่โดยเด็ดขาดและเที่ยงตรง

ส่วนหลักการของคณะราษฎรนั้นศึกษาได้จากประกาศของคณะราษฎรดังนี้คือ
  1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
     
  2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
     
  3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
     
  4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)
     
  5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 5 ประการดังกล่าวข้างต้น
     
  6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
จากแนวนโยบายและคำประกาศของคณะราษฎรบอกให้เข้าใจถึงสภาพทางสังคมและ เศรษฐกิจที่เป็นสาหตุของการปฏิวัติ พ.ศ.2475 และหลังจากการปฏิวัติสำเร็จลงแล้ว ผู้นำการปฏิวัติได้วางหลักการปกครองบ้านเมืองไว้ด้วยโดยครอบคลุมด้านการ เมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ 3 วัน คือในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญฉบับ ชั่วคราวนี้ โดยหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นผู้ร่างและนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
นับว่าเป็นการมอบอำนาจการปกครองแก่คณะราษฎรเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้มี การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาปกครองประเทศตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้จึงมีผลเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์และเป็นกฎหมายที่ เริ่มศักราชใหม่แห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในด้านการปกครองได้มีการตั้งผู้นำฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินอย่างรีบด่วนคือ ให้พันเอกพระยาพหลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารและได้ประกาศ แต่งตั้งผู้แทนราษฎรชุดแรกขึ้นจำนวน 70 คน โดยคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะราษฎร และอื่น ๆ และได้มอบอำนาจการปกครองแผ่นดินให้แก่สภาผู้แทนราษฎร (เป็นสภาเดียวสมาชิกมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด) ซึ่งเปิดประชุมครั้งแรกในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2475
จากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 28 นั้น ได้มีการแต่งตั้งคณะรัฐบาลชั่วคราวขึ้นโดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็น ประธานคณะกรรมการราษฎร และมีกรรมการราษฎรอีก 14 นาย ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็นรัฐบาลภายใต้รัฐสภาคือ ฝ่ายบริหารอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐสภาโดยตรงและฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจยุบ สภา สภาผู้แทนได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ถาวรขึ้นใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศต่อไป และเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้ ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2475 


ที่มา:http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/politics_in_the_reign_of_king_rama7/index.html


การสถาปนากรุงศรีอยุธยา

โดย : ครูเฉลิมศักดิ์ เปรื่องปรีชาศักดิ์ โรงเรียนบ้านศาลเจ้าพ่อ
อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
          ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีคนไทยตั้งบ้านเมืองมาก่อน เช่น เมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา เมืองเพชรบุรี และเมืองอื่น ๆ อีกมาก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีของไทย ในพ.ศ. 1893 “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา” ตั้งอยู่บริเวณ หนองโสน (บึงพระราม) บนเกาะเมืองอยุธยา ซึ่งมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก โดยมีเมืองละโว้ เมืองสุพรรณบุรี เมืองอโยธยา ร่วมมือสร้างความเจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านการเมือง การปกครอง สังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ประเพณี และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

พระมหากษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยา มี 5 ราชวงศ์ 33 พระองค์
  1. ราชวงศ์อู่ทอง พระมหากษัตริย์ 3 พระองค์
  2. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระมหากษัตริย์ 13 พระองค์
  3. ราชวงศ์สุโขทัย พระมหากษัตริย์ 7 พระองค์
  4. ราชวงศ์ปราสาททอง พระมหากษัตริย์ 4 พระองค์
  5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระมหากษัตริย์ 6 พระองค์
พระมหากษัตริย์ที่สำคัญมีความสำคัญต่อกรุงศรีอยุธยา
  1. พระเจ้าอู่ทอง สถาปนากรุงศรีอยุธยา
  2. ขุนหลวงพะงั่ว ขยายอำนาจไปสู่เขมรและสุโขทัยเป็นผลสำเร็จ
  3. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ รวมกรุงสุโขทัยกับกับอยุธยาเป็นผลสำเร็จ
  4. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ติดต่อกับโปรตุเกส ชาวยุโรป
  5. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ค้นพบรอบพระพุทธบาท
  6. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กอบกู้เอกราชจากพม่า
  7. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสและยุคทองของวรรณคดี
  8. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ยุคทองของวรรณคดี
กรุงศรีอยุธยา สถาปนา พ.ศ. 1893 ถึง 2310 รวมเวลา 417 ปี ปัจจุบันกรุงศรีอยุธยา คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเป็นมรดกโลก
ปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการสถาปนาอยุธยา
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงเลือกตั้งกรุงศรีอยุธยา มีปัจจัยดังต่อไปนี้
  1. บริเวณนี้ความอุดมสมบูรณ์ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำ ป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม การประมง การคมนาคม และการค้าขาย
  2. เป็นศูนย์กลางคมนาคมทางน้ำ เดินทางไปยังหัวเมืองภาคเหนือ ใช้แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน และแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางออกสู่ทะเล เพื่อค้าขายและติดต่อกับต่างประเทศ
  3. ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ คือ การป้องกันการบุกรุกของข้าศึก ซึ่งสภาพพื้นที่เป็นเกาะมีแม่น้ำและลำคลองล้อมรอบ ในฤดูน้ำหลากน้ำจะท่วมภายนอกข้าศึกไม่สามารถตั้งทัพต่อไปได้
  4. การสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในขณะนั้นอาณาจักรสุโขทัยเสื่อมอำนาจ และอาณาจักรขอมพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต
  5. พระมหากษัตริย์มีพระปรีชาสามารถ และมีกองกำลังทหารที่ดี ประชาชนอาศัยในบริเวณพระนครจำนวนมาก เมื่อเกิดสงครามสามารถเรียกเกณฑ์ไพร่พลได้ทันที
  6. กรุงศรีอยุธยามีทรัพยากรมาก ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ธาตุ และแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์
  7. เมืองสุพรรณบุรี เมืองละโว้ ร่วมมือสนับสนุนรวมกันเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจเข้มแข็งได้
ประวัติสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) เริ่มแรกปกครองครั้งแรกเมืองเพชรบุรี ต่อมาเสด็จมาปกครองเมืองอโยธยา และทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงแห่งแคว้นสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) โดยมีจุดมุ่งหมายผูกไมตรีกับแคว้นใกล้เคียง มีความมั่นคงทางการเมือง ทางด้านยุทธศาสตร์ การค้าขาย และต่างประเทศ ต่อมาเมืองอโยธยาได้เกิดโรคระบาดผู้คนล้มตายจำนวนมาก สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงอพยพผู้คนมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณริมหนองโสน แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีใน พ.ศ.1893

ผลงานที่สำคัญ
1. สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
2. ผูกมิตรไมตรีกับกรุงสุโขทัย
3. ขยายอำนาจไปยังกัมพูชา

พระมหากษัตริย์ปกครองกรุงศรีอยุธยา มี 5 ราชวงศ์ 33 พระองค์
1. ราชวงศ์อู่ทอง พระมหากษัตริย์ 3 พระองค์
2. ราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระมหากษัตริย์ 13 พระองค์
3. ราชวงศ์สุโขทัย พระมหากษัตริย์ 7 พระองค์
4. ราชวงศ์ปราสาททอง พระมหากษัตริย์ 4 พระองค์
5. ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระมหากษัตริย์ 6 พระองค์

กษัตริย์องค์ที่สำคัญ พระเจ้าอู่ทอง, ขุนหลวงพะงั่ว, สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ, สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สถาปนา พ.ศ. 1893 ถึง 2310 รวมเวลา 417 ปี

การขยายอำนาจสมัยต้น
การสถาปนากรุงศรีอยุธยาประสบผลสำเร็จ อยุธยาต้องการสร้างความมั่นคงและความเป็นปึกแผ่นและความเข้มแข็งของอยุธยา จึงได้ขยายอำนาจ ดังนี้

ขยายอำนาจไปยังเขมร ในสมัยพระเจ้าอู่ทองได้ยกกองทัพไปตีเขมร 2 ครั้ง
  • ครั้งที่ 1 ทรงให้พระราเมศวร พระราชโอรสไปตีแต่ไม่สำเร็จ
  • ครั้งที่ 2 ทรงให้ขุนหลวงพะงั่วและตีได้สำเร็จได้มีการกวาดต้อนพราหมณ์และไพร่พลเข้ามา อยุธยาเริ่มรับวัฒนธรรมพราหมณ์เป็นครั้งแรก สมัยพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เขมรตกเป็นประเทศราชของอยุธยา
การขยายอำนาจไปยังสุโขทัย
ขณะนั้นสุโขทัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ปกครอง สมัยพระเจ้าอู่ทอง ทรงยกกองทัพไปตีเมืองสรรค์ แต่พญาลิไทขอเป็นมิตรไมตรี
  • สมัยขุนหลวงพะงั่ว ยกกองทัพไปตีสุโขทัยและตกเป็นประเทศราช
  • สมัยสมเด็จพระนครินทราธิราช มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสุโขทัยทางเครือญาติ
  • สมัยเจ้าสามพระยา รวมสุโขทัยกับอยุธยาได้สำเร็จ 
ที่มา:http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/the_founding_of_ayudhya/index.html

พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา

หรือ พระพิพัฒน์สัจจา คือ พระราชพิธีศรีสัจปานกาล คำว่า "ปานะ" แปลว่า "เครื่องดื่ม" หรือ "น้ำสำหรับดื่ม"

พิธีศรีสัจปานกาล ก็หมายถึงพิธีดื่มน้ำกระทำสัตย์สาบานเพื่อความสวัสดิมงคลตามวาระ โดยมากเรียกกันสั้นๆ ว่า "ถือน้ำ" คือ ผู้ที่เข้าร่วมในพิธี จะต้องดื่มน้ำล้างอาวุธของพระราชา เพื่อแสดงว่าจะจงรักภักดีต่อพระราชาธิบดีของตน หากผู้ใดมิได้รักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้กล่าวไว้ในพิธีนั้น ก็อาจจะต้องมีอันเป็นไปด้วยอาวุธหอกดาบอันใช้จุ่มในน้ำที่ตนดื่ม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์ว่า พระราชพิธีนี้เป็นพระราชพิธีใหญ่สำหรับแผ่นดิน เป็นพระราชพิธีสำคัญตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์โดยไม่มี เว้นว่างเพราะมีคำอ้างถึงว่าเป็นพิธีระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง

ที่พระองค์กล่าวว่า โบราณ นั้นก็สันนิษฐานกันว่าตั้งแต่สมัยอยุธยาลงมา ด้วยไม่ทราบแน่ชัดว่าในสมัยพระมหากษัตริย์องค์ใด แต่ไม่ใช่สมัยสุโขทัยเพราะเหตุว่าการที่จะเน้นอำนาจกษัตริย์อย่างสูงสุดนั้น สุโขทัยไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นน่าจะมีในสมัยอยุธยาจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 พิธีก็หมดสิ้นไป จนกระทั่งในรัชสมัยพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตามแบบโบราณราชประเพณี ผนวกเป็นการเดียวกับพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รา มาธิบดี จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ .2512

วัตถุประสงค์อันสำคัญของพิธีนี้เพื่อหวังจะหล่อหลอมกล่อมขวัญของ บรรดาข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนให้ตั้งอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งหน้าปฏิบัติราชการแผ่นดินแต่ในทางที่ถูกที่ควร ไม่ว่าประเทศใดชาติใด หากผู้มีส่วนในการปฏิบัติราชการแผ่นดินปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีในชาติ ศาสนา และองค์พระประมุขอย่างแนบแน่นมั่นคงแล้วย่อมเป็นพลังขั้นมูลฐานที่สำคัญ ประการหนึ่งสำหรับสร้างความรุ่งเรืองและมั่นคงให้แก่ชาติ ดังนั้นจึงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำใน การการปฏิบัติราชการแผ่นดินในแขนงสำคัญต่างๆ

ประเพณีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยานั้นมาจากตามแนวคิดที่ว่ากษัตริย์ เป็นสมมติเทพ ก็คือมาจากอินเดียโดยตรง เนื่องจากทั้งพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ปกครองประเทศแต่ก่อนก็ล้วนทรงเป็นนักรบ ดังนั้นจึงได้ยึดถือเอาการกระทำสัตย์ปฏิญาณตนด้วยวิธีดื่มน้ำชำระล้างอาวุธ หรืออีกนัยหนึ่งที่เรียกกันว่า

"พิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา" เป็นพิธีสำคัญของบ้านเมืองมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานว่า ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ประเทศไทยได้รับเอาพิธีนี้มาเป็น

พิธีสำคัญของบ้านเมืองหรือยัง แต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีการถือน้ำพระพิพัฒน์สัต ยามาตั้งแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าอู่ทองเริ่มสร้างกรุงศรีอยุธยาทีเดียว และก็ถือว่าการถือน้ำเป็นพิธีสำคัญซึ่งบรรดาข้าราชการผู้มีหน้าที่สำคัญ เกี่ยวกับความยุติธรรมแห่งบ้านเมืองจะขาดเสียไม่ได้ ถึงกับตราเป็นตัวบทไว้ในกฎมณเฑียรบาลไว้ว่า
  1. ผู้ที่ขาดการถือน้ำพิพัฒน์สัตยามีโทษถึงตาย เว้นแต่ป่วยหนัก
  2. ห้ามสวม "แหวนนากแหวนทอง" มาถือน้ำ
  3. ห้ามบริโภคอาหารหรือน้ำก่อนดื่มน้ำพิพัฒน์
  4. ดื่มน้ำแล้วห้ามยื่นน้ำที่เหลือให้แก่กัน
  5. ดื่มแล้วต้องราดน้ำที่เหลือลงบนผมของตน
ข้อปฏิบัติดังกล่าว เป็นการระวางโทษไว้เหมือนหนึ่งว่า เป็นกบฎ คือโทษใกล้ความตาย และทั้งนี้เพื่อประสงค์จะให้น้ำพิพัฒน์สัตยาที่ทำขึ้นนั้นเป็นน้ำ ศักดิ์สิทธิ์ และดื่มในโอกาสแรกของวันนั้น ต่อมาภายหลัง ปรากฏว่าวิธีการเช่นนั้น ทำความลำบากให้แก่ผู้เข้าร่วมพิธีโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ทนหิวไม่ได้จนอาจถึงกับมี อันเป็นไปก่อนได้ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอนุญาตให้บริโภคอาหารมาก่อนได้และไม่ถือว่าเป็นกบฏ

MV เพลงรักเธอประเทศไทย